จากกรณีที่ตำรวจได้จับกุมดาราหนุ่มคนหนึ่งเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าแอบอ้างชื่อของ “หนิง ปณิตา” ไปหลอกขายโทรศัพท์มือถือและบัตรคอนเสิร์ต จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อและสูญเงินรวมกันกว่า 10 ล้านบาท ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ตร.ไซเบอร์ รวบลูกชายเจ้าของยาดมสมุนไพรแบรนด์ดัง หลอกขายไอโฟน-บัตรคอนเสิร์ต ทางออนไลน์

ล่าสุด หนิง ได้เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “BioActive+ Concentrated Liquid KERA” เคราตินกินได้ ในงาน Life Expo 2025 และได้เปิดใจถึงเรื่องดังกล่าวว่า

“ก็ทราบเรื่องจากข่าวแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการความยุติธรรม ในส่วนของหนิงเองแจ้งความในส่วนที่เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่เอาชื่อเราไปแอบอ้างใดๆ แล้วคือเมื่อวานสายไหม้มาก แต่วันเสาร์-อาทิตย์ จะอยู่กับลูก ถ้าใครโทรฯ หาจะไม่รับใครเลย ก็ว่ากันอีกทีวันจันทร์ พร้อมยินดีอยู่แล้วถ้าโดนเรียกจะไปพูดคุยใดๆ ถามว่าโล่งใจมั้ย ถ้าตอบไม่โลกสวย ก็โล่งใจ แต่อีกมุมหนึ่งก็รู้สึกแบบ มันเพราะเราหรือเปล่าทำให้เขาโดนจับ ในมุมหนึ่งแอบคิดแวบๆ ที่เราให้สัมภาษณ์วันนั้น ทำให้มีการเร่งคดีเร็วขึ้น สิ่งที่ทำให้หนิงตัดสินใจต้องแจ้งความในส่วนของหนิงเอง ก็คือผู้เสียหายพูดกับหนิงว่า พี่ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรหน่อยเหรอ ถ้ามีการเอาชื่อพี่มาแอบอ้าง มองสองมุม ถ้ามุมคนที่มองว่าอ้าวแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา เราไม่รู้เรื่องอะไร มันมองมุมนั้นก็ได้ แต่พอมันเจอผู้เสียหายหลายๆ คนที่ติดต่อเข้ามา ต้องใช้คำว่าเราทำในส่วนของเรา แต่พอเห็นในหน้าข่าว ทุกคนก็ขอบคุณเรา แต่อีกมุมหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรารู้สึกว่ามันเป็นเพราะเราป่ะวะ

พอเขาโดนจับแล้ว ฟีดแบ็กผู้เสียหายที่มาถึงเรา ทุกคนก็ขอบคุณหมดเลยค่ะ ทุกคนบอกว่าเขาพยายามทำสิ่งนี้มาเป็นปีแล้ว แล้วก็เสียงเขาไม่ดังพอ ก็ขอบคุณที่เราออกมาเป็นกระบอกเสียงให้กับทุกคนที่เสียหาย พอเราเป็นกระบอกเสียงแล้ว เรื่องก็ดำเนินเร็วขึ้น จริงๆ หนิงเชื่อว่าเวลามันเกิดเรื่องเกิดราวอะไร หลายๆ อย่างประชาชนมักจะคาดหวังให้คนที่มีเสียงที่ดังกว่าช่วย แล้วก็ซัพพอร์ตตรงนั้น ในมุมหนึ่งก็รู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์กับคนอีกหลายๆ คน แต่มันก็ทำให้เห็นอะไรบางอย่างว่า บางทีคนที่เสียหายแล้วไม่มีเสียงที่ดัง เขาก็จะไม่ได้รับกระบวนการที่เร็ว ซึ่งต้องบอกว่าครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจมากๆ ที่ทำงานเร็ว

ที่หลายคนอาจจะมีความคิด มันอาจจะต้องใช้เสียงที่มันดังขึ้น หนิงว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่หรอก ถ้ามันอยู่ในกระบวนการนั้นแล้ว หนิงว่าเจ้าหน้าที่ก็อยากจะทำทุกเคสทุกรายแหละ แต่บังเอิญว่ามันอาจจะเป็นจังหวะที่ผู้เสียหายทุกคนก็ไม่กลัวด้วย ต้องใช้คำนี้เพราะว่าพอหนิงออกมาเป็นกระบอกเสียงหนึ่ง มันทำให้พวกเขาไม่กลัว ส่วนใหญ่ผู้เสียหายที่กลัวเพราะเขากลัวจากคำขู่ จากภาพที่เห็น อย่างเช่นภาพที่เอาของไปมอบให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วก็โชว์เป็นภาพโปรไฟล์ ผู้เสียหายมักจะกลัวสิ่งนี้เสมอจากการที่หนิงได้คุยนะคะ เขาก็จะพูดว่าเราจะไปสู้อะไรได้ เขารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ อันนี้พูดรวมๆ ในหลายๆ เคสเลย เพราะส่วนใหญ่คนที่กระทำสิ่งบางอย่างให้เกิดกับผู้เสียหาย เขาจะมีการแอ๊คชั่นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้เสียหายที่เขาเป็นประชาชนตัวเล็กๆ เกิดความกลัวว่าเขาจะต่อสู้ได้ไหม เขาจะเจออะไรไหม หรือแม้กระทั่งคำพูดคำขู่อะไรหลายๆ อย่าง อันนี้หนิงพูดรวมหลายๆ เคสนะ

แล้วหลังจากที่เราออกมาพูดแล้วเขาโดนจับ คือในพาร์ตของหนิงเอง หนิงสบายใจในส่วนของหนิงว่าชัดเจนว่าหนิงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร สองหนิงไม่ได้ไปซื้อโทรศัพท์แล้วไม่จ่ายสตางค์ หนิงแคร์ข้อนี้มากกว่า เรื่องที่เอาชื่อหนิงไปแอบอ้างแล้วหนิงมีส่วนได้ส่วนเสีย อันนั้นหนิงไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ เพราะหนิงมั่นใจตัวหนิงเองอยู่แล้วว่าหนิงไม่ได้ทำ แต่กรณีหลังที่เอามาโพสต์แขวนว่า ตัวหนิงไปซื้อไอโฟนแล้วไม่จ่ายสตางค์ หนิงไม่ได้ทำ ไม่ควรเอามาโพสต์แขวน หนิงก็ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรใดๆ ทั้งสิ้นเลย อันนี้เป็นความสบายใจของหนิง แต่ส่วนหนึ่งพอเวลาเราเห็นใครที่โดน มันเพราะเราหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็เป็นไปตามสิ่งที่เขากระทำ กรรมมันไม่เคยเลือกส่งผลกรรมผิดคนอยู่แล้ว

ส่วนในมุมของผู้เสียหาย เขาก็รู้สึกว่า ทำไมยังกล้าปฏิเสธอีก แต่ถ้าถามในแง่กฎหมาย มันไม่ผิดหรอกที่จะเป็นกระบวนการไปต่อสู้ในศาล ก็ต้องปฏิเสธไว้ก่อน เพราะการปฏิเสธไว้ก่อนมันสามารถมีช่องของกฎหมายในการไปต่อสู้กระบวนการทางศาลแล้ว ซึ่งหนิงว่ามันก็ต้องไปอยู่ในกระบวนการทางศาลนั่นแหละ แล้วถ้าสมมุติว่ามันไม่ได้มีมูลเหตุ หรือว่ามูลค่าของความเสียหายขนาดนั้น หนิงว่าสุดท้ายแล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีหมายจับที่จะจับ อันนี้คือมันส่วนหนึ่งอยู่แล้วว่ามีมูลเหตุที่เกิดขึ้น ที่เหลือก็คือเป็นกระบวนการที่จะไปต่อสู้กันทางกฎหมายในศาลค่ะ

ในความความรู้สึกหนิง ก็อยากให้ผู้เสียหายทุกคนได้รับการเยียวยา ได้รับความยุติธรรมบ้าง ไม่มากก็น้อย ในการเกิดเหตุครั้งนี้ พอดีเวลามันเกิดเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะเรื่องที่มันเป็นเงินๆ ทองๆ ท้ายที่สุดกฎหมายไม่ได้คุ้มครองความเสียหายทั้งหมดให้กับผู้เสียหาย ผู้เสียหายมักจะได้รับการเยียวยาหรือการได้รับคืนจากคนที่กระทำบางส่วนเท่านั้นเอง ไม่ได้เพียงพอกับการเสียหาย จริงๆ คนจะมองตรงนี้มากกว่าว่าเวลาที่จะตัดสินใจซื้อของหรือตัดสินใจทำอะไร มันต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ สุดท้ายกลายเป็นว่าได้รับแค่การเยียวยา มันก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่ง แล้วก็อย่าเชื่อคำกล่าวอ้างเยอะ ถามถึงเรื่องคลิปเสียงที่บอกว่ามีผู้เสียหายประมาณ 5 คน ซึ่งเท่าที่หนิงทราบในกรุ๊ปที่มีการรวมผู้เสียหาย มีประมาณ 47 คน”