การลงทุนในตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะตลาดหุ้นนั้นมีปัจจัยที่เข้ามากระทบมากมาย ทั้งเรื่องราวของเศรษฐกิจโลกที่จะเข้ามากระทบกับบริษัท ทำให้ราคาพร้อมจะผันผวนตลอดเวลา ไม่นับปัจจัยเฉพาะตัว ที่บางบริษัทแข็งแกร่งฝ่าความผันผวนได้อย่างสบาย ในขณะที่บางบริษัทไม่แข็งแรงพอก็จะล้มพับไปได้ง่ายๆ

มือใหม่ที่อยากที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ก็ต้องทำการบ้านมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วมีเคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยผ่อนแรงเราได้เยอะ ก็คือ ลองเริ่มต้นจากการศึกษาแนวทาง หรือประสบการณ์ของนักลงทุนมือเก๋าที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี จนประสบความสำเร็จได้อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้จุดเด่นและจุดผิดพลาดจากประสบการณ์ของ พวกเขา เพื่อปรับมาใช้กับการลงทุนของเราในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

โดยหากเราลองถอดรหัสดูก็จะพบ 3 วิธีที่เหล่าเซียนลงทุนมักจะมีเหมือนกัน ก็คือ

1.ค้นหาสไตล์ลงทุนที่เหมาะกับเรา

สไตล์การลงทุนของแต่ละบุคคลนั้นต่างกัน เพราะอุปนิสัยและการใช้ชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน ความเชี่ยวชาญก็ไม่เท่ากัน ดังนั้น การค้นหารูปแบบการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นักลงทุนชื่อดังหลายคนต่างค้นพบสไตล์การลงทุนที่เข้ากับตัวเอง 

อย่างคุณปู่วอเร็น บัฟเฟตต์ ปรมาจารย์การลงทุนแห่งยุคสมัย ต้นแบบการลงทุนตามแนวคิด “การลงทุนเน้นคุณค่า” (Value Investing) จนประสบความสำเร็จมาถึงปัจจุบัน พบว่าการปรับการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองจะทำให้เราไม่เบื่อและมีโฟกัสที่ชัดเจนมากขึ้น สร้างความหลงไหลในการลงทุนได้ง่าย ทำให้เราไม่รู้สึกขัดแย้งกับสิ่งที่ชื่นชอบและทำได้นาน อีกทั้งการมีโฟกัสที่ชัดเจน จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วย

2.ซื้อหุ้นที่ใช่ ในจังหวะที่เหมาะ

แค่รู้สไตล์การลงทุนที่เหมาะสมแบบรู้ลึกรู้จริงแล้ว ก็ยังไม่พอ เรายังต้องรอจังหวะที่เหมาะสมด้วย เพราะแม้ว่าเราจะเรียนรู้วิธีการลงทุนจากอาจารย์ที่เก่งเพียงใด แต่หากมองสถานการณ์การลงทุนไม่ออกก็ไม่มีประโยชน์ ยกตัวอย่างการลงทุนแบบนักลงทุนที่เน้นคุณค่า ทั้งวอเร็น บัฟเฟตต์ หรือแม้แต่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็เลือกที่จะรอคอยจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม 


3
.ทบทวนแผนลงทุนสม่ำเสมอ 

เมื่อตั้งต้นด้วยแผนการลงทุนที่ดีแล้ว แต่เราก็จะปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ได้ ต้องหมั่น “ทบทวนแผนการลงทุน” อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 – 2 ครั้ง หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่เราเคยใช้ในอดีต อาจใช้ไม่ได้ในภาวะปัจจุบัน 

แต่ไม่ว่าผลตอบแทนพอร์ตลงทุนของเราจะเป็นบวกหรือลบ ก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่า ตัวเองไม่เก่ง หรือตัดสินใจเลือกหลักทรัพย์ผิดพลาดไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องดูอีกด้วย วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า… คุณมีฝีมือ พอใช้ได้หรือไม่นั้น ต้องเปรียบเทียบกับ “เกณฑ์มาตรฐาน” หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “Benchmark” นั่นเอง

ดังนั้น การพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนลงทุนและทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนและช่วยลดความวิตกกังวลในการลงทุนลงได้ ทีนี้ก็เหลือแค่… เราต้องหมั่นค้นหาบริษัทหรือการลงทุนใหม่ๆ ด้วย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการลงทุนที่เกิดขึ้นตลอดเวลา