เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ปลอมในประเทศไทย ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สุขภาพประชาชน และความมั่นคงของประเทศ ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจังทั่วประเทศ พร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายในทุกช่องทางอย่างเป็นระบบ โดยเน้นจับกุมปราบปรามต่อเนื่องทุกช่องทาง

หลังพบว่าสถานการณ์การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมีแนวโน้ม “เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและการลักลอบจำหน่ายทางออนไลน์ ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินมาตรการปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่งผลให้สถิติการดำเนินคดีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 13 ตุลาคม 2568 มีการดำเนินคดีกว่า 3,334 คดี ยึดของกลางรวมกว่า 22.6 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 582 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่มีการจับกุมมากที่สุดคือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการสอบสวนกลาง รอง ผบ.ตร. กล่าว

ทั้งนี้ได้มุ่งเน้นการปราบปรามและป้องกันอย่างเป็นระบบด้วย “มาตรการเชิงรุก-ยาแรง” โดยเน้นการสืบสวนขยายผลไปถึงต้นตอของขบวนการ เช่น ผู้นำเข้า ผู้ผลิต และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังเพื่อตัดวงจรเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพมาตรการเชิงรุก เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม เช่น การรณรงค์ให้ตระหนักถึงอันตรายและการสร้างค่านิยมใหม่ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าไม่เท่” รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ส่วนมาตรการ “ยาแรง” เน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม เช่น การดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการที่สนับสนุนการจำหน่าย การประสานความร่วมมือกับองค์กรเอกชนเพื่อใช้มาตรการทางวินัยกับพนักงาน และการปิดกั้นเว็บไซต์จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมดำเนินคดีผู้ลงทะเบียนขายอย่างเด็ดขาด โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการติดตามพฤติกรรมผู้กระทำผิด นอกจากนี้ยังมีการกำชับเจ้าหน้าที่โดยรอบสถานศึกษาให้ควบคุมเข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อลดอุปสงค์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน บุหรี่ผิดกฎหมายทะลักชายแดนสะท้อนปัญหาต้นทางต่างประเทศ

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวถึงสถานการณ์ของบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทยว่า มีทั้งบุหรี่ปลอมที่ปลอมแปลงแบรนด์และเครื่องหมายการค้า และบุหรี่เถื่อนที่ลักลอบนำเข้าจากต่างแดนที่ไม่ผ่านการเสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออกและภาคใต้ของไทย เส้นทางหลักในการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย แม้เจ้าหน้าที่จะดำเนินมาตรการตรวจสอบและปราบปรามอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด แต่ยังคงมีการลักลอบเกิดขึ้น สะท้อนถึงภารกิจที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศจุดยืนชัดเจนในการปราบปรามอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องรายได้ของรัฐและสุขภาพของประชาชน
บุหรี่เถื่อนบั่นทอนรายได้รัฐ กระทบส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ไทย

ปัญหาบุหรี่เถื่อนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดจำหน่ายของบุหรี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ภาษีที่มีความสำคัญต่อประเทศ และส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ยังคงนิยมสูบบุหรี่มวน และประเมินว่า บุหรี่เถื่อนสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคหลักของบุหรี่มวนยังมีจำนวนมาก และบุหรี่เถื่อนมีราคาถูก จึงทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเลือกสูบโดยไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงทั้งในด้านสุขภาพและกฎหมาย

ส่วนแนวทางการปราบปรามบุหรี่เถื่อนในปีงบประมาณ 2569 ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตรียมใช้มาตรการ “ยาแรง” ที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อควบคุมปัญหาบุหรี่เถื่อนอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และทหาร เพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะแนวชายแดนที่มีช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดลักลอบหลักที่ขบวนการบุหรี่เถื่อนใช้ลำเลียงสินค้าเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบและสกัดกั้นในพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มข้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปิดช่องโหว่และตัดวงจรเครือข่ายลักลอบค้าบุหรี่เถื่อน การเตรียมออกมาตรการควบคุมการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเข้มงวด ในการสกัดการแพร่กระจายของสินค้าผิดกฎหมายในโลกออนไลน์ การเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นกับผู้ลักลอบนำเข้า ผู้จำหน่ายและผู้สนับสนุน เพื่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย และลดแรงจูงใจในการกระทำผิด โดยเชื่อมั่นว่ามาตรการดังกล่าวนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปราบปรามอย่างยั่งยืน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิด จะมีการดำเนินคดีโดยไม่มีการละเว้น

“การดำเนินการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนในปีงบประมาณ 2569 ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของภาครัฐ ที่ไม่เพียงมุ่งปกป้องสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน แต่ยังเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศจากการสูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล พร้อมยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพและบูรณาการมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสจากประชาชน ผ่านสายด่วน 191 และช่องทางออนไลน์ของแต่ละกองบัญชาการ พร้อมเสนอรางวัลนำจับเพื่อกระตุ้นการแจ้งข้อมูลและเบาะแส อันนำไปสู่การปราบปรามจับกุม นับเป็นแนวทางในการควบคุมปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย” พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าว