เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กาญจนา ภูพิพัฒน์ผล ผอ.สำนักพัฒนาสังคม (สพส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดระเบียบคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะของ กทม. รวมถึงแนวทางการจัดระเบียบการแจกจ่ายอาหารแก่คนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนิน ว่า สพส. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จัดระเบียบในจุดที่มีคนไร้บ้าน ตั้งแต่ถนนราชดำเนิน ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และรอบเกาะรัตนโกสินทร์

พร้อมดำเนินการคัดกรองตามขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจ คัดกรอง จัดทำประวัติ และฐานข้อมูล ให้คำปรึกษาแนะนำ การสร้างความเข้าใจ และประชาสัมพันธ์ไม่ให้คนไร้บ้านหลับนอนในที่สาธารณะ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่สัญจรไปมา หรือสร้างความไม่สะอาดในพื้นที่สาธารณะ

หากคัดกรองแล้วพบว่า เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ หรือคนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก และยินยอมเข้ารับการคุ้มครองสวัสดิภาพ จะส่งตัวไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งและสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในสังกัด พม. เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนกรณีเจ็บป่วยจะส่งตัวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตามสิทธิการรักษาพยาบาล ดำเนินการฟื้นฟูสภาพทางร่างกายและจิตใจ หากประสงค์จะฝึกอาชีพ จะดำเนินการฝึกอาชีพและบริการจัดหางานตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ จะส่งสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรีและสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี

ขณะเดียวกันได้จัดบริการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนไร้บ้าน โดยจัดจุดบริการสวัสดิการสังคมสำหรับคนไร้บ้าน (Drop In) บริเวณใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ระหว่างเวลา 10.00-16.00 น. ส่วนการแก้ไขปัญหาการแจกจ่ายอาหารแก่คนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนิน ถนนตะนาว และสี่แยกคอกวัวนั้น สพส. ร่วมกับสำนักงานเขตพระนคร ประชาสัมพันธ์ ให้คำปรึกษาแนะนำ สื่อสารทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้แจกและผู้รับอาหาร และควบคุมการแจกอาหารให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ให้แจกอาหารในพื้นที่สาธารณะ โดยได้ตั้งจุดแจกอาหาร ณ บ้านอิ่มใจ ภายในการประปาแม้นศรี (เดิม) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพื่อจัดระเบียบไม่ให้ผู้แจกและผู้รับอาหารก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนและชาวบ้านที่อาศัยใกล้เคียง รวมถึงสามารถควบคุมความสะอาด สุขอนามัย ความปลอดภัยแก่คนสัญจรไปมาและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์แจกอาหารสามารถลงทะเบียนจองล่วงหน้าผ่าน QR Code เพื่อยืนยันข้อมูลการรับสิทธิแจกอาหารและเพื่อให้จำนวนของอาหารที่แจกไม่มากจนเกินความจำเป็น โดยกำหนดช่วงเวลาการแจก 2 รอบ ได้แก่ เวลา 11.00 น. และเวลา 17.00 น. ของทุกวัน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

นายโกศล สิงหนาท ผอ.เขตพระนคร กล่าวว่า สำนักงานเขตพระนคร ได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ดูแลปัญหากลุ่มเปราะบางในพื้นที่ โดยชุดปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ผู้มีองค์ความรู้ด้านสังคม สุขภาพกาย สุขภาพจิต และด้านกฎหมาย พร้อมปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ครอบคลุมพื้นที่ถนนราชดำเนินกลาง ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว และพื้นที่โดยรอบสนามหลวง โดยจะสำรวจและจัดทำข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย การคัดกรองพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง การประเมินสุขภาพกายและสุขภาพจิตเบื้องต้น การให้ความช่วยเหลือและส่งต่อเข้าสู่บ้านพักพิง หรือสถานคุ้มครองของรัฐ การฟื้นฟูและจัดหาสวัสดิการทางสังคมตามสิทธิ รวมถึงการประสานส่งกลับภูมิลำเนาเมื่อได้รับความยินยอมจากบุคคลผู้อยู่ในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้บังคับบัญชาเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้สามารถติดตามผลและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการควบคุมการแจกจ่ายอาหารในพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางนั้น สำนักงานเขตพระนครได้ประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทาง พร้อมติดป้ายขอความร่วมมือไม่ให้แจกอาหารในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจตรวจตราและกวดขันตลอดทั้งวัน เพื่อไม่ให้เกิดการนำอาหารมาแจกโดยพลการ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาขยะ สิ่งปฏิกูล และความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยตามทางสาธารณะ และชี้แจงแก่ผู้ที่ประสงค์จะแจกอาหารให้ดำเนินการในพื้นที่รองรับของรัฐ หรือสถานที่ที่ได้รับอนุญาต โดย กทม. กำหนดไว้ที่บ้านอิ่มใจ (บริเวณประปาแม้นศรีเดิม) เพื่อลดการกระจุกตัวของกลุ่มเปราะบางและลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา

ทั้งนี้ การดำเนินการกับกลุ่มคนไร้บ้านเป็นไปภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ในการตักเตือน หรือเปรียบเทียบปรับเมื่อมีการทิ้งสิ่งปฏิกูลบนทางสาธารณะ พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ. 2559 ซึ่งประสาน พม. คัดกรองและพิจารณานำเข้าสู่สถานคุ้มครองฟื้นฟู รวมทั้งประเมินภาวะสุขภาพจิตของบุคคล เพื่อส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาเมื่อพบว่า มีภาวะเสี่ยง โดยทั้งหมดนี้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ สำนักงานเขตฯ ได้ประสานให้เพิ่มระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อเสริมความปลอดภัยและเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม.