การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ลงนามสัญญาก่อสร้างกับกลุ่ม CP ผู้ชนะประมูลร่วมลงทุนสัมปทาน 50 ปี ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2562 ปักธงเปิดบริการปี 2566-2567 ผ่านมาแล้ว 6 ปีเต็มๆ ถึงวันนี้…เสาเข็มสักต้นยังไม่เห็น เพราะยังไม่เริ่มก่อสร้าง สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. มูลค่าลงทุน 224,544 ล้านบาท
ก่อกำเนิดมาจาก โครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก( EEC : Eastern Economic Corridor ) ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อยกระดับภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัทลูกของกลุ่ม CP เจ้าของโครงการฯ ยังไม่กระดิกตัวเริ่มงานก่อสร้าง ยกเหตุผลหลัก ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หาแหล่งเงินลงทุนไม่ได้ เป็นที่มาขอแก้ไขสัญญา บอร์ดEEC ไฟเขียวเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่จบ
เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยมาเป็นภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ประกาศทันที ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา ให้สร้างไป จ่ายไป…. จากเดิมเอกชนต้องหาเงินลงทุนก่อสร้างเองทั้งก้อน กลัวผิดกฎหมาย ประเทศชาติเสียผลประโยชน์
แต่มติกพอ.ผูกพันโครงการตามสัญญา และภายใต้ พ.ร.บ.อีอีซี กฎหมายเฉพาะ หากมีปัญหาโครงการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนคู่สัญญาต้องหารือกัน นายพิพัฒน์ บอกว่า ต้องเสนอครม.ชี้ขาดว่าจะแก้ไขสัญญาหรือไม่….จะเร่งหาทางออกภายในรัฐบาลนี้ก่อนยุบสภา

วิเคราะห์ต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น จากข้อมูลตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ตลอดระยะเวลาโครงการ 50 ปี (ก่อสร้าง 5 ปี และดำเนินการ 45 ปี) จะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 6 – 7 แสนล้าน ลดต้นทุนโลจิสติกส์และลดเวลาเดินทางด้วยความเร็ว 250 กม.ต่อชม. ระหว่าง 3 สนามบินและพื้นที่ EEC จาก 3 ชม.เหลือ 45 นาที ลดปัญหาอุบัติเหตุ จากการบาดเจ็บและความสูญเสียชีวิตบนท้องถนน ลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อม ที่ตีเป็นตัวเงินไม่ได้
เสียโอกาสรายได้จากค่าโดยสารและบริการ คาดการณ์ผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปีในช่วงเริ่มต้น และเพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคนภายใน 20 ปี จะสร้างรายได้จากการเดินรถ บริการและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
รายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (TOD) บริเวณสถานีหลัก โดยเฉพาะพื้นที่มักกะสัน พื้นที่รอบสนามบินอู่ตะเภาเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก จะสร้างรายได้จากการเช่าพื้นที่และกระตุ้นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

สูญเสียภาษี และโอกาสนำภาษีไปพัฒนาประเทศ เสียโอกาสกระตุ้นการท่องเที่ยว สูญเสียการสร้างงาน กว่า 19,000 ตำแหน่งระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงการจ้างงานในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอีกกว่า 100,000 ตำแหน่ง สูญเสียโอกาสการดึงดูดการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
และที่สำคัญความสูญเสียชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของประเทศ จากนักลงทุน ภาคเอกชน และประชาชนที่มีต่อความสามารถบริหารโครงการของรัฐบาล กลายเป็นติดลบ อาจส่งผลระยะยาวต่อการระดมเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ
รวมไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงการที่เกี่ยวข้อง อาทิ รถไฟไฮสปีดไทย-จีนช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา บางสัญญาที่มีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน รวมถึงโครงการเมืองการบินภาคตะวันออก ชะงักไปด้วย
นอกจากนี้หากมีการฟ้องร้องในอนาคต จากโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยยกเรื่องความล่าช้าโครงการไฮสปีด 3 สนามบินมาเป็นสารตั้งต้น….
ไม่สามารถเคาะตัวเลขความเสียหายได้ เนื่องจากมหาศาล ที่มูลค่าต้นทุนประเทศไทยสูญเสีย ไปกับ 6 ปี ที่สูญเปล่า
ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์



