เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ (โฆษก ทร.) กล่าวถึงการดำเนินการของเรือผลักดันน้ำ กองทัพเรือ เพื่อบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ ว่า เป็นการผลักดันน้ำจากแนวแม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำหลากจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้จนทำให้เกิดอุทกภัยเพิ่ม รวมทั้งขณะนี้ จังหวัดนครปฐม ได้ประสานขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ และได้ส่งทีมสำรวจไปแล้ว โดยระบุว่า ฝั่งจังหวัดนครปฐม เป็นจุดที่ทางกองทัพเรือไม่เคยมีประสบการณ์นำเรือผลักดันน้ำลงพื้นที่มาก่อน ขณะนี้กำลังรอผลการสำรวจว่าเมื่อวางเรือผลักดันน้ำในพื้นที่แล้ว จะเกิดมวลน้ำเพียงพอที่จะใช้เรือผลักดันน้ำไปเร่งการระบายหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่าส่วนการผลักดันน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่น หลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะนี้ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า ผลการดำเนินการอาจประเมินได้ยาก เนื่องจากในขณะที่ กองทัพเรือและหน่วยงานต่าง ๆ เร่งระบายน้ำในพื้นที่ตอนใต้ของกรุงเทพฯ ฝั่งทางเหนือ ก็ยังคงมีมวลน้ำหลากลงมาสมทบ ทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ตรงกลาง เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง อาจยังไม่เห็นผลระดับน้ำลดที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การติดตั้งเรือผลักดันน้ำในพื้นที่โรงเรียนแพ่งพิทยาภูมิ ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา ก็สามารถช่วยเร่งอัตราการระบายน้ำจากเดิมได้ร้อยละ 20-30

เมื่อถามเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ขณะนี้ จำเป็นจะต้องจัดเรือผลักดันน้ำลงพื้นที่เพิ่มหรือไม่ พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า ขณะนี้กองทัพเรือมีเรือผลักดันน้ำอยู่ 84 ลำ ส่งประจำการลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 6 ลำ จึงเหลืออยู่อีก 78 ลำ ที่วางแผนประจำการเบื้องต้นอีก 10 จุด และที่เตรียมเสริมกำลังติดตั้งในพื้นที่จังหวัดนครปฐมเพิ่มเติม หลังการสำรวจ เพื่อเร่งระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้