เมื่อวันที่ 24 พ.ย. จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยมองว่าเสียงของภาคเอกชนคือ “ข้อมูลต้นน้ำ” ที่จำเป็นต่อการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้จริงในยุคสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงทั่วโลก โดยมีมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมรับฟังอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการฯ นายพีรวัส สมวงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ และคณะที่ปรึกษา พร้อมด้วยนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ให้การต้อนรับ รวมทั้งมีภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมให้ข้อเสนอประกอบด้วย อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ คลัสเตอร์วัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมแก้วและกระจก

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ใช่วันที่กระทรวงอุตสาหกรรมมามอบนโยบาย แต่เป็นวันที่เรามารับนโยบายจากภาคเอกชน นี่คือสิ่งที่จำเป็นที่สุด หากรัฐไม่ฟังเอกชน ก็เท่ากับรัฐหูหนวกตาบอด ไม่เห็นสนามแข่งขันจริง ไม่เข้าใจต้นทุนที่แท้จริง ไม่รู้ว่าโลกกำลังเคลื่อนไปทางไหน บทบาทของกระทรวงวันนี้คือ “แปลงข้อมูลจากเอกชนให้กลายเป็นโมเดลชาติ” เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และเสริมความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยในยุคที่การแข่งขันระหว่างประเทศเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้ภาครัฐเข้าใจปัญหาเชิงลึก ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรม การสร้างงาน การรักษาคุณภาพสินค้า ไปจนถึงการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าต่างประเทศราคาต่ำ ซึ่งหลายอุตสาหกรรมชี้ชัดว่า ไม่อยากให้ใครต้องเจอชะตาเดียวกับอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่กำลังเผชิญสินค้าคุณภาพต่ำทะลักเข้าสู่ประเทศปริมาณมาก

“นี่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ของประเทศ เราต้องทำงานเชิงรุกก่อนที่อุตสาหกรรมอื่นจะตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย เพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยจากคู่แข่งที่ไม่ยึดหลักคุณภาพ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมต้องเดินหน้าเชิงรุก ไม่ใช่รอปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ เพราะโลกใบนี้ไม่รอเราอีกต่อไป การทำงานร่วมกันแบบรัฐ–เอกชน (Public–Private Partnership) จะถูกผลักดันให้เป็นกลไกหลัก เพื่อให้มาตรฐานไทยกลายเป็นโล่ป้องกันประเทศ และเป็นตัวช่วยยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดโลก นี่ไม่ใช่สนามรบของรัฐหรือเอกชน แต่มันคือสนามรบของคนไทยทั้งประเทศ วันนี้ประเทศไทยอยู่ในยุคที่เราต้องพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่เพราะอยากแยกตัวจากโลก แต่เพราะโลกกำลังแข่งขันดุเดือดกว่าเดิม ทุกภาคส่วนต้องจับมือกัน เพราะนี่ไม่ใช่สมรภูมิของรัฐ หรือสมรภูมิของเอกชน แต่มันคือสมรภูมิของคนไทย ที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ลูกหลานของเรา”