เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 พ.ย. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผช.ผบ.ตร. เดินทางมาติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และการประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย ร่วมกับนายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัด/หัวหน้าคณะทำงานป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดของบุคคลต่างด้าว พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี คณะพนักงานสอบสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า และสรรพากรเขตพื้นที่
ในการประชุม มีการรายงานผลการปฏิบัติการกวดขันและปราบปรามชาวต่างชาติและอาชญากรรมข้ามชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.–23 พ.ย. 68 รวม 379 คดี แยกเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบก 217 คดี หลบหนีเข้าเมือง 53 คดี ยาเสพติด 33 คดี การทำงานของคนต่างด้าว 24 คดี พักเกินกำหนด 9 คดี คดีนอมินี 4 คดี การพนัน 7 คดี ช่วยเหลือซ่อนเร้น 2 คดี จับตามหมายจับ 6 คดี และอื่นๆ อีก 24 คดี
สำหรับคดีนอมินีเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวในพื้นที่เกาะสมุย–เกาะพะงัน ตั้งแต่กรกฎาคม 2567–พฤศจิกายน 2568 จำนวน 22 คดี แบ่งเป็น คดีสิ้นสุดแล้ว 3 คดี อยู่ระหว่างพิจารณาอัยการ 2 คดี ขอหมายจับผู้ต้องหา 5 คดี สรุปสำนวนรอส่งอัยการ 3 คดี เสนอผู้บังคับบัญชา 2 คดี อยู่ระหว่างสรุปสำนวนสอบสวน 1 คดี และสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน 6 คดี

พล.ต.ท.อิทธิพล กล่าวย้ำว่า การปราบปรามชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายและก่ออาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยว เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยในระยะแรกเน้นความผิดซึ่งหน้าและกวาดล้างผู้กระทำผิดไปแล้วจำนวนมาก ส่วนระยะที่สอง จะเน้นการดำเนินคดีเกี่ยวกับธุรกิจของชาวต่างด้าว โดยต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมก่อน เพื่อให้สามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย
“ขณะนี้เรามีข้อมูลกลุ่มผู้มีอิทธิพลชาวต่างชาติที่สร้างความเดือดร้อนต่อชุมชนและสังคม คล้ายแก๊งมาเฟียคอยสนับสนุนชาวชาติเดียวกันให้กระทำผิดกฎหมายไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวน หากพบพยานหลักฐานชัดเจน จะเสนอ ตม. ถอนวีซ่าและผลักดันออกนอกประเทศต่อไป แม้ไทยจะมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว แต่จะไม่ยอมให้นักท่องเที่ยวสร้างปัญหา ก่ออาชญากรรม หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศ”
ทั้งนี้ พล.ต.ท.อิทธิพล เน้นย้ำให้คณะทำงานจังหวัดสุราษฎร์ธานีดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส เที่ยงตรง และเท่าเทียม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติ



