ตามหลักการจึงเป็นกฎหมายเพื่อการเยียวยา”เหยื่ออาชญากรรม” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการปรับแก้รายมาตรามาเป็น พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559) และล่าสุดกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง เพื่อเพิ่มสิทธิการเข้าถึงได้มากขึ้นอีกครั้ง

สาระสำคัญ คือ แนวคิด “ขยายเวลาการยื่นคำขอ” จากเดิม 2 ปี เป็น “10 ปี” เพื่อให้ประชาชนที่ “ตกหล่น” ยื่นคำขอเกิน 1 ปี ได้รับสิทธิพิจารณาด้วย

การผลักดันที่ดำเนินการอยู่ “ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถาม นายธีรยุทธ แก้วสิงห์  รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  และโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ  เผยว่า เดิม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯ เคยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้นกับผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลย  ให้ได้รับการเยียวยาสะดวก รวดเร็ว โดยกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเป็นประโยชน์ในขั้นตอนจัดเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ หรือคณะกรรมการฯ

เพราะหากไม่มีกำหนดระยะเวลาอาจทำให้มีความยุ่งยากซับซ้อนต่อการรวบรวมข้อเท็จจริง หรือเอกสารประกอบคำขอพยานหลักฐานอาจจะหมดไป หรือไม่มีพยานหลักฐานที่นำมาแสดงได้ การกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมและเทียบเคียงกับกฎหมายอื่น นำมาสู่การพิจารณาให้ความช่วยเหลือเยียวยาอย่างเหมาะสมและขยายการยื่นจาก 1 เป็น  2 ปี เป็นการกำหนดโดยเทียบเคียงกับ

1.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 การเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีประกันวินาศภัยกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย 2.พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ มีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

3.พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 56 การยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนฯ ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ  จึงเป็นที่มาการกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ให้สอดคล้องกัน

ทั้งนี้ ชี้ว่าหากไม่มีกำหนดระยะเวลา อาจทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานว่าเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลยจริงหรือไม่ หรือความเสียหายที่ได้รับคืออะไร จะค่อนข้างยากยิ่งเกิดเหตุไปแล้วหลายปี ความเกี่ยวพันกับการจ่ายงบประมาณของรัฐจำนวนมากที่ต้องมีหลักฐานชัดเจน  ต้องชี้แจงหรือถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินด้วย

อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาที่จะกระโดด จาก 1 ปีเป็น 10 ปี มีที่มาจากความเห็นของ คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งเห็นว่า ระยะเวลา 2 ปี เป็นการกำหนดเวลาที่ “สั้นเกินไป”

ดังนั้น ไม่ควรนำมาใช้ในกรณีที่ต้องพิทักษ์สิทธิประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาด ซึ่งไม่เกี่ยวกับการคุ้มครองอำนาจรัฐให้มั่นคง  โดยสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆได้มีคำสั่งศาลหรือคำสั่งอัยการรับรองแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาที่สั้นเช่นนี้

อีกทั้งในทางปฏิบัติมีประชาชนจำนวนมาก อาจไม่ทราบสิทธิของตนเอง หรือกว่าเข้าถึงกระบวนการและเอกสารที่จำเป็นได้ ระยะเวลาอาจหมดลง จนเสียสิทธิไป จึงเสนอให้ขยายเวลาขอใช้สิทธิภายใน 2 ปี เป็น 10 ปี เป็นความเห็นที่แตกต่างจากที่กระทรวงยุติธรรมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งเสนอขยายระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี

ทั้งนี้ หากสำรวจสถิติการยื่นคำขอ “เกินกำหนด” 1 ปี ย้อนหลังตั้งแต่ปีงบประมาณ 66-67 มีดังนี้

ปีงบ 66 มี ผู้เสียหาย ยื่นคำขอ เกิน 1 ปี  320 ราย, ยื่นคำขอ ไม่เกิน 1 ปี 12,952 ราย  ขณะที่ จำเลย ยื่นคำขอ เกิน 1 ปี 37 ราย, ยื่นคำขอ ไม่เกิน 1 ปี 365 ราย

ปีงบ 67 มี ผู้เสียหาย ยื่นคำขอ เกิน 1 ปี 513 ราย, ยื่นคำขอ ไม่เกิน 1 ปี 13,718 ราย ขณะที่ จำเลย ยื่นคำขอ เกิน 1 ปี 47 ราย, ยื่นคำขอ ไม่เกิน 1 ปี 287 ราย

สรุปปีงบ 66-67 มีผู้ยื่นคำขอรับสิทธิเกิน 1 ปี  917 ราย (ปี 66 มี 357 ราย / ปี 67 มี 560 ราย)

นายธีรยุทธ  เผยปัญหาส่วนใหญ่ที่ยื่นไม่ทันมักมาจาก 1.ประชาชนไม่ทราบสิทธิและยื่นคำขอเกินกำหนด 2.พนักงานสอบสวนบางรายไม่ได้แจ้งสิทธิให้ทราบ ตามมาตรา 6/1 แห่ง พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ โดยหลักภายหลังเกิดคดีอาญา ตามกฎหมายผู้เสียหายต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการกระทำความผิด  

เช่นเดียวกับจำเลยต้องยื่นคำขอภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง หรือวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้กระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้มีการขยายความช่วยเหลือจำเลยที่ศาลชั้นสุดท้ายตัดสิน “ยกฟ้อง” ทุกกรณีว่าไม่ได้กระทำความผิด  ให้มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือที่กว้างมากขึ้นและให้ความช่วยเหลือครอบคลุมไปในชั้นสอบสวน เนื่องจากฎหมายฉบับเดิมช่วยเหลือเฉพาะในชั้นพิจารณาคดี

นอกจากนี้ยังเพิ่มการช่วยเหลือ “ผู้ต้องหา” ในชั้นสอบสวน หากพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาด “ไม่ฟ้อง” คดี  ยังเป็นผู้บริสุทธิ์จึงควรได้รับการเยียวยา  ถือเป็น “มิติใหม่” ที่ไม่เคยปรากฏในกฎหมายฉบับเดิม ที่สำคัญจะมีการเพิ่มการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้มากขึ้น

นายธีรยุทธ เปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างสถิติ “ตกหล่น” ยื่นคำขอเกินกำหนด กับ “ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ” เฉพาะข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี (ปี 66-68) มีผู้เสียหายและจำเลย ยื่นคำขอ รวม  41,763 ราย พิจารณาจ่ายเงิน  29,441 ราย เป็นเงิน 1,563,851,649.35 บาท แยกรายปี ดังนี้

ปีงบ 66 มีผู้เสียหาย ยื่นคำขอ 13,272 ราย จ่ายเงิน 9,372 ราย เป็นเงิน 468,537,225.71 บาท มีจำเลยยื่นคำขอ 402 ราย จ่ายเงิน 59 ราย เป็นเงิน 19,626,175 บาท

ปีงบ 67 มีผู้เสียหาย ยื่นคำขอ 14,231 ราย จ่ายเงิน 10,007 ราย เป็นเงิน 514,042,928.57 บาท มีจำเลยยื่นคำขอ 334 ราย จ่ายเงิน 69 ราย เป็นเงิน 19,017,127 บาท

ปีงบ 68 มีผู้เสียหาย ยื่นคำขอ 13,190 ราย จ่ายเงิน 9,872 ราย เป็นเงิน 522,875,411.07 บาท มีจำเลยยื่นคำขอ 334 ราย จ่ายเงิน 62 ราย เป็นเงิน 19,752,782 บาท.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน