พอใกล้ช่วงสิ้นปีหรือเวลายื่นภาษีทีไร ชาวฟรีแลนซ์ และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนมักเกิดอาการปวดหัวกับการรวบรวมเอกสาร เพราะกลัวว่าจะยื่นผิดพลาดจนโดนตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการทำ บัญชีรายรับรายจ่ายยื่นสรรพากร ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ บทความนี้เราได้สรุปเทคนิคดี ๆ จาก Krungsri The COACH แหล่งรวมความรู้ทางการเงินที่จะมาช่วยแนะแนวทางจัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายแบบจับมือทำ รับรองว่ามือใหม่ก็ทำตามได้ง่าย ถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยให้การจัดการภาษีกลายเป็นเรื่องราบรื่น


ทำความเข้าใจรายงานเงินสดรับ-จ่าย กุญแจสำคัญของการยื่นภาษี

ก่อนอื่นต้องปรับความเข้าใจก่อนว่า บัญชีที่เราทำเพื่อยื่นภาษีนั้น ไม่ใช่การจดใส่สมุดโน้ตแบบไหนก็ได้ แต่สรรพากรมีรูปแบบทางการที่เรียกว่า “รายงานเงินสดรับจ่าย” ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้มีเงินได้ประเภทที่ 5 ถึง 8 (เช่น การให้เช่าทรัพย์สิน, วิชาชีพอิสระ, รับเหมา, ค้าขายออนไลน์) ที่ต้องจัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบที่มาของรายได้ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง การทำบัญชีนี้ให้ถูกต้องจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อไม่ให้เราเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปนั่นเอง


องค์ประกอบในบัญชีรายรับรายจ่ายตามเกณฑ์สรรพากรที่ต้องมี

องค์ประกอบในบัญชีรายรับรายจ่ายตามเกณฑ์สรรพากร

เพื่อให้บัญชีที่เราทำสามารถใช้งานได้จริง และไม่โดนตีกลับ หัวใจสำคัญอยู่ที่ความครบถ้วนของข้อมูล โดยในตารางรายงานเงินสดรับ-จ่าย จำเป็นต้องระบุหัวข้อหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

  • ข้อมูลผู้ประกอบการ : ต้องระบุชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรให้ชัดเจน
  • วัน เดือน ปี : ระบุวันที่ที่เกิดรายการรับเงินหรือจ่ายเงินจริง
  • รายการ : คำอธิบายรายละเอียดของรายการนั้น ๆ เช่น ค่าขายสินค้า ค่าจ้างทำของ ค่าซื้อวัตถุดิบ
  • รายรับ : จำนวนเงินที่ได้รับเข้ามา (ก่อนหักค่าใช้จ่าย)
  • รายจ่าย : ควรแยกช่องให้ชัดเจนระหว่าง “ค่าซื้อสินค้า” และ “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณต้นทุน


4 Steps เริ่มต้นทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ “เป๊ะ” ไม่โดนตีกลับ

วิธีทำทำบัญชีรายรับรายจ่าย

สำหรับมือใหม่ที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองทำตาม 4 ขั้นตอนพื้นฐานนี้ ที่จะช่วยเปลี่ยนงานเอกสารยุ่งยาก ให้กลายเป็นระบบระเบียบที่ตรวจสอบง่าย


1. แยกกระเป๋าให้ชัด (Personal vs Business)

กฎเหล็กข้อแรกของการทำบัญชีคือ ห้ามปนกระเป๋าเงินส่วนตัวกับกระเป๋าธุรกิจ ควรเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับการทำธุรกิจโดยเฉพาะ เพื่อให้รายการเดินบัญชี (Statement) ตรงกับความเป็นจริง ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าอาหารครอบครัว ค่าช้อปปิ้ง หรือค่าเดินทางท่องเที่ยว มาลงบันทึกในบัญชีรายรับรายจ่ายยื่นสรรพากร เพราะนอกจากจะผิดหลักการบัญชีแล้ว ยังอาจทำให้ถูกมองว่าเจตนาตกแต่งบัญชีได้


2. ลงบันทึกภายใน 3 วันทำการ

ความสม่ำเสมอคือหัวใจของความถูกต้อง ในประเด็นนี้ทาง Krungsri The COACH ได้ให้คำแนะนำโดยอ้างอิงตามกฎหมายไว้ว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีควรลงรายการในรายงานเงินสดรับ-จ่าย ภายใน 3 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่มีการรับเงินหรือจ่ายเงิน การรีบบันทึกทันทีจะช่วยป้องกันการลืมหรือข้อมูลตกหล่น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขไม่ตรงกับความเป็นจริงเมื่อถึงเวลาปิดงบปลายปี


3. เอกสารประกอบต้องครบ (Evidence)

การกรอกตัวเลขลงในตารางเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ทุกยอดเงินที่บันทึกต้องมีที่มาที่ไป และพิสูจน์ได้ ดังนั้นต้องเก็บรวบรวมเอกสารหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี บิลเงินสด หรือสลิปการโอนเงิน โดยควรจัดเก็บเข้าแฟ้มเรียงตามวันที่ให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาหากถูกเจ้าหน้าที่สรรพากรขอเรียกตรวจสอบในภายหลัง


4. สรุปยอดทุกสิ้นเดือน (Monthly Closing)

อย่ารอไปสรุปทีเดียวตอนสิ้นปี เพราะโอกาสผิดพลาดจะสูงมาก แนะนำให้ทำการ “ปิดยอดรายเดือน” โดยรวมตัวเลขรายรับ และรายจ่ายทั้งหมดของเดือนนั้น ๆ ไว้ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมกำไร-ขาดทุนของกิจการได้ทันที และเมื่อถึงกำหนดยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) หรือภาษีสิ้นปี (ภ.ง.ด.90) เราก็แค่หยิบตัวเลขผลรวมที่สรุปไว้มากรอกลงแบบฟอร์มได้เลย ช่วยประหยัดเวลา และลดความผิดพลาดได้มหาศาล

การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายยื่นสรรพากรอาจดูเป็นภาระในช่วงเริ่มต้น แต่หากฝึกฝนจนเป็นนิสัย นี่คือเครื่องมือบริหารธุรกิจที่ทรงพลังที่สุด นอกจากจะช่วยให้การยื่นภาษีถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลังแล้ว ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสุขภาพทางการเงินที่แท้จริง นำไปสู่การวางแผนลดต้นทุน และเพิ่มกำไรได้อย่างยั่งยืนด้วย