เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า กรณีที่สำนักงานกฎหมายได้เผยแพร่เอกสารยืนยันว่า นายยิม เลียก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ น.ส.แตงไทย ที่เป็น 1 ใน 4 รายคดีของ ปปง. ตามที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติยึดและอายัดทรัพย์นั้น ถือเป็นสิทธิของทนายความของเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งย่อมมีสิทธิชี้แจงว่ารู้จักหรือไม่ และกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติอายัด ก็สืบเนื่องจากรายคดี น.ส.แตงไทย ที่เสมือนกับเป็นผู้บริหารจัดการบัญชีม้า และเงินดังกล่าวก็โอนไปเป็นทอด ๆ ซึ่งก็ไปสัมพันธ์กับนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ จึงนำไปสู่การยึดและอายัด
อย่างไรก็ดี เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติยึดอายัดไปแล้ว ผู้ที่ได้รับคำสั่งดังกล่าวจะต้องใช้เวลาภายใน 30 วัน ดำเนินการชี้แจงว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดไปนั้นไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคดีมูลฐานอย่างไรบ้าง ส่วนว่ามีปี พ.ศ. 2567 หนังสือในทนายความระบุว่า ปปง. เคยดำเนินการยึดและอายัดไปแล้ว แต่ก็เพิกถอนไปเพราะไม่พบว่านายยิม เลียก มีความเชื่อมโยงกับ น.ส.แตงไทย นั้น ส่วนนี้ตนไม่แน่ใจ เพราะกรณีของ น.ส.แตงไทย บางทีธุรกรรมไปหลายทอด หรือบางทีธุรกรรมต่าง ๆ ก็มีคนถือแทน อย่างไรคงต้องดูสิ่งที่เขากล่าวอ้างว่ามันตรงข้อมูลที่ ปปง. มีหรือไม่ จึงต้องไปตรวจสอบรายละเอียดกันก่อน

เมื่อถามว่าสำหรับคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 9,279 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 5,800 ล้านบาท เป็นหุ้นบางจากที่อยู่ในชื่อของบริษัท อัลฟ่าฯ แล้วเป็นบริษัทของใคร ระหว่างนายยิม เลียก หรือนายเบน สมิธ นั้น นายวิทยา ระบุว่า ถ้าชื่อตรง ๆ ตนมองว่าสาธารณชนสามารถไปดูเองได้อยู่แล้ว แต่กรณีนี้มันค่อนข้างมีความซับซ้อนตามสมควรในการดำเนินการ นอกจากการไล่สายคดีมูลฐานที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว ปปง. ยังได้รับข้อมูลจากต่างประเทศ เช่น ร่างกฎหมายของ สส.ประเทศสหรัฐ ที่มีการปราบขบวนการโกงข้ามชาติ ซึ่งในร่างนี้ก็มีรายชื่อของสองคนนี้ด้วย
แต่หลักฐานสำคัญคือเราได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองทางการเงินจากสหรัฐ ซึ่งรายงานเป็นธุรกรรมสงสัย มีการระบุชัดเจนที่เกี่ยวกับสองคนนี้ว่ามีธุรกรรมตั้งแต่ปี 2564-2568 ที่น่าสงสัยประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท แต่ต้องย้ำว่านี่คือธุรกรรมที่มีเหตุควรสงสัย คือ เป็นธุรกรรมที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างนิติบุคคลที่มีโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน ไม่มีบริบทที่สนับสนุนวัตถุประสงค์ในทางธุรกรรมที่ชัดเจน แหล่งเงินมีความน่าสงสัย ซึ่ง ปปง. ก็มีข้อมูลพอสมควรว่าแหล่งเงินเขามาจากไหน แต่พูดไม่ได้
ดังนั้น กฎหมาย ปปง. ในการจะยึดอายัดทรัพย์สิน เราแค่หาสาเหตุอันควรสงสัย แต่การจะเสนอคณะกรรมการธุรกรรมยึดอายัด เราก็ต้องมีพยานหลักฐานพอสมควร เพื่อกรรมการเชื่อและมีคำสั่งมติยึดอายัดได้ ตนจึงไม่ตอบตรง ๆ ว่าบริษัท อัลฟ่าฯ ใครเป็นผู้ถือหุ้นอย่างไรบ้าง แต่ที่มาของเงิน เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการจัดตั้งทุนจดทะเบียนไม่ถึงร้อยล้านบาท แต่สามารถระดุมทุนได้ถึงหมื่นล้านบาท ฉะนั้น ปปง. ก็มีคำถามเช่นกันว่าเงินซื้อหุ้นที่เป็นหมื่นล้านบาทนั้นเอามาจากไหน แต่เรามีข้อมูลแล้วเกี่ยวข้องกับสองคนนี้อย่างไร ซึ่งอยู่ในกระบวนการทั้งหมด ตนพูดไม่ได้ ขอให้เขามาชี้แจงก่อน
นายวิทยา เสริมว่า หน่วยข่าวกรองทางการเงินของสหรัฐ ใช้คำว่าเป็นเงินที่มีการโอนไปมาระหว่างบริษัทต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เสมือนว่ามีการทำธุรกิจ และใช้บริษัทในการถือครองทรัพย์สินแทนตนและบุคคลใกล้ชิด ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินและถือครองทรัพย์สินในลักษณะที่มีความซับซ้อน ดังนั้น เขาก็ต้องชี้แจงว่าบริษัท อัลฟ่าฯ คือใคร เอาเงินมาจากไหน ได้เงินมาอย่างไร เป็นต้น ทั้งนี้ หากมองประเด็นว่า จะเป็นการเอาเงินมาฟอกผ่านบริษัทในตลาดหุ้นผ่านการซื้อหุ้นต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดหุ้นหรือไม่นั้น จึงต้องให้เขาพิสูจน์ โดยเจ้าตัวไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงเองก็ได้ เพราะนี่คือมาตรการทางแพ่ง สามารถมอบใครมาชี้แจงหรือจะส่งเอกสารมาก็ได้

นายวิทยา เผยด้วยว่า มีคนตั้งคำถามว่าเป็นการยึดอายัดเพื่อกลบกระแสข่าวน้ำท่วมหรือไม่ ปปง. ทำจริงหรือไม่ ตนอยากเรียนว่า ตั้งแต่ตรากฎหมาย ปปง. มาแต่ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งกระบวนการขั้นต้นของเราคือการยึดและอายัดไว้ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเจ้าตัวสามารถชี้แจงภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือ ซึ่งถ้าชี้แจงได้ แล้วคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วพบว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่มาจากการกระทำความผิด เป็นเงินจากธุรกิจที่รับรองได้ คณะกรรมการธุรกรรมก็จะเพิกถอนให้ แต่ถ้าชี้แจงไม่ได้ คณะกรรมการธุรกรรมก็จะต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย (ชดใช้คืนผู้เสียหาย) แทนคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะมันเป็นคดีการหลอกลวง
กรณีมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ในส่วนของนายยิม เลียก และภรรยา นายเบน สมิธ และอดีตภรรยา กับภรรยาปัจจุบัน รวมกว่า 9,279 ล้านบาท แต่เมื่อดูเนื้อหาภายในพบว่าแทบไม่แตะทรัพย์สินของภรรยาคนปัจจุบันของนายเบน สมิธ แต่แตะทรัพย์ของอดีตภรรยามากกว่านั้น
นายวิทยา ปิดท้ายว่า จริง ๆ มันมีทรัพย์เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่แม้กฎหมายใช้คำว่าเหตุอันควรสงสัย แต่ถ้าเอาเป๊ะ ๆ จะยึดได้มากกว่านี้ แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา เพราะหลายรายการทรัพย์สิน ปปง. ก็อยู่ระหว่างการขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพราะเราต้องใช้ตอบคณะกรรมการธุรกรรม ว่าเหตุใดทรัพย์สินนี้จึงต้องยึดอายัด แต่ในส่วนที่ยังไม่มี ตามที่นายกฯ เคยย้ำว่ากรณีนี้แค่จุดเริ่มต้น แต่มันยังไม่จบแน่นอน ทั้งนี้ ประเด็นที่ว่ามีการอายัดทรัพย์นายยิม เลียก และออกหมายจับแล้ว แต่นายเบน สมิธ มีการอายัดทรัพย์สิน แต่กลับไม่มีการออกหมายจับนายเบน สมิธ นั้น
ตนขอเรียนว่า การออกหมายจับเป็นเรื่องของตำรวจ สำหรับหน้าที่ตำรวจคือมาตรการทางอาญา ซึ่งเข้มข้นกว่ามาตรการทางแพ่งของ ปปง. และตำรวจต้องมีพยานหลักฐานพอสมควรเพื่อให้ศาลออกหมายจับได้ แต่กรณีนี้ยังไม่จบ ขอให้รออีก 2-3 วัน จะมีอะไรให้ดูอีก ทั้งมาตรการทางแพ่งและมาตรการทางอาญาเลย



