เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงมาตรการสู้ฝุ่น ประกาศยกระดับ 10 มาตรการ เพื่อควบคุม ลดและขจัดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ 3 ประการ คือ สภาพอากาศปิดการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และการเผาชีวมวล (การเผาไหม้การเกษตร) เพื่อกรุงเทพฯ อากาศสะอาดประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้มีประกาศเรื่องกำหนดให้ท้องที่เขตกรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ของทุกปี เนื่องจากกรุงเทพมหานครประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568)

ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กทม. ได้กำหนดภารกิจ “นักสืบฝุ่น” เพื่อประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ดำเนินการศึกษาข้อมูลองค์ประกอบฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศสำหรับใช้ประกอบการกำหนดมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
โดยฝุ่นในกรุงเทพฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเผาชีวมวล (การเผาไหม้การเกษตร) สภาพอากาศปิด และการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ กทม. ได้ดำเนินตามมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นต่อเนื่องตลอดปีทั้ง 365 วัน โดยในช่วงปลายปี (พ.ย.-มี.ค. ของทุกปี) ซึ่งมีปริมาณฝุ่นที่สูงขึ้น กทม. จะดำเนินมาตรการเข้มข้นขึ้นโดยในปี 2569 ได้ยกระดับ 10 มาตรการ ดังนี้
1. ยกระดับมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ 50 เขตเพื่อลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด จากการเผาไหม้เครื่องยนต์ LEZ โดยเฉพาะรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปจากเดิมที่ครอบคลุมพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก 22 เขต (เต็มพื้นที่ 9 เขต บางส่วน 13 เขต) โดยจะบังคับใช้เมื่อผู้ว่าฯกทม. ประกาศสถานการณ์ฝุ่นวิกฤติ เมื่อค่า PM2.5 สูงเกินมาตรฐานโดย กทม. ได้ทำระบบลงทะเบียน Green List สำหรับยานพาหนะที่ผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียโดยรถที่ใช้พลังงานสะอาด (EV, NGV, EURO 5-6) และรถที่ผ่านการบำรุงรักษาตามมาตรฐาน เช่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และไส้กรองอากาศ ให้ลงทะเบียน “บัญชีสีเขียว หรือ Green List เพื่อรับอนุญาตให้เข้าพื้นที่
ปัจจุบันมีรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ลงทะเบียน “บัญชีสีเขียว” จำนวน 14,000 คัน นอกจากนี้ กทม. ได้ใช้กล้อง CCTV อัจฉริยะ เพื่อตรวจจับสภาพการปล่อยมลพิษในพื้นที่ มาตรการนี้ช่วยลดมลพิษนำร่องได้กว่า 15% ถือเป็นมาตรการเชิงพื้นที่ที่ช่วยลดมลพิษ “ปลายท่อ” และสร้างมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มแข็งขึ้นภายในเมือง

2. โครงการ Green List Plus ส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศเพื่อลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด และลงทะเบียน Green List Plus เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตั้งเป้าปี 2569 จำนวน 500,000 คัน โดยเชิญชวนประชาชนนำรถยนต์ 4 ล้อ เข้ากระบวนการบำรุงรักษา ได้แก่การตรวจสภาพรถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ ณ ศูนย์บริการบำรุงรักษารถที่เข้าร่วมโครงการรถคันนี้ลดฝุ่น และคลินิกรถลดฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่บัดนี้ถึงสิ้นเดือน ก.พ.69 และลงทะเบียนบัญชีสีเขียวกลุ่มรถยนต์ 4 ล้อ (Green List Plus) ผ่านการสแกน QR Code ณ ศูนย์บริการที่นำรถยนต์เข้ารับบริการ เพื่อสนับสนุนโครงการรถคันนี้ลดฝุ่นและคลินิกรถลดฝุ่นละออง PM2.5
3. เพิ่มความเข้มข้นมาตรฐานการจัดการรถยนต์ควันดำห้ามเกิน 20% จากเดิมห้ามเกิน 30% เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด เพิ่มความเข้มข้นการตรวจวัดค่าควันดำ เริ่มวันที่ 1 พ.ย. 68 เฉลี่ยเรียกตรวจเดือนละ 10,000 คัน เพียงครึ่งเดือนแรกที่มีการปรับมาตรฐาน จับเพิ่มได้ 3.6 เท่าเมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา
4. ยกระดับการตรวจรถในไซต์ก่อสร้าง/สถานประกอบการ เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดจากไซต์ก่อสร้าง โดยสุ่มตรวจวัดค่าควันดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฤดูฝุ่น รวมถึงให้รถ 6 ล้อขึ้นไปลงทะเบียน Green List
5. ยกระดับการจัดการมลพิษในโรงงาน และสถานประกอบกิจการที่มีหม้อไอน้ำทุกแห่ง (รวม 256โรงงาน) เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่ปล่อยจากปล่องอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง หรือ CEMS และเพิ่มความเข้มข้นของมาตรฐานมลพิษจากปล่องหม้อน้ำ ได้แก่ TSP เข้มข้นขึ้น 78%, SO2 เข้มข้นขึ้น 87% NOX เข้มข้นขึ้น 60% ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายในช่วงที่ผ่านมาขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการปรับร่างประกาศฯ เพื่อดำเนินการต่อไป
6. ยกระดับการประสานงาน และสนับสนุนจังหวัดข้างเคียงในการทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อสนับสนุนการลดการเผาชีวมวล (การเผาไหม้การเกษตร) เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด จากการเผาชีวมวล (การเผาไหม้การเกษตร)
7. ยกระดับการจัดทำห้องปลอดฝุ่น แล้วเสร็จในปี 2568 ในโรงเรียน 971 ห้อง (49%) และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 115 แห่ง (44%) ตั้งเป้าหมาย 100% โรงเรียน 1,966 ห้อง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 262 แห่ง ภายใน มี.ค. 69
8. ยกระดับมาตรการ Work From Home: WFH เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ภาครัฐ เอกชน และประชาชนจะมีส่วนร่วมลดปัญหาฝุ่นการจราจร โดยลดการเดินทาง ดูแลสุขภาพตัวเอง และลดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยปี 2569 ตั้งเป้าเข้าร่วมสูงสุด 300,000 คน จากปี 2568 ที่ตั้งเป้าหมาย 200,000 คน ปัจจุบันมีหน่วยงานลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นเครือข่าย WFH แล้ว 211,541 คน จาก 368 หน่วยงาน
9. ยกระดับการแจ้งเตือน โดยแจ้งเตือนผ่าน Social Media ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน AirBKK ซึ่งปัจจุบันมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงช่องทางอื่น ๆ ของ กทม. และ Line Alert พร้อมเพิ่มช่องทาง Cell Broadcast และระบบพยากรณ์คาดการณ์ฝุ่นรายเขตเรียลไทม์ เพิ่มเป็น 7 วัน จากเดิม 3 วัน โดยมีการแจ้งเตือนค่าฝุ่นในเชิงพื้นที่ และแนะนำวิธีการดูแลตนเองในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง มีการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษให้กับนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วย นอกจากนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยสามารถแจ้งเหตุหรือแหล่งกำเนิดฝุ่นได้ทาง Traffy Fondue
10. เพิ่มพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไม้ล้านต้น เพิ่มเป้าหมายเป็น 3 ล้านต้น จากตอนนี้ปลูกไปแล้วกว่า 2.2 ล้านต้น และเพิ่มสวน 15 นาที ให้ครบ 500 แห่ง ตามเป้าหมาย ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 441 แห่ง
นอกจากนั้นยังได้บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานขับเคลื่อนมาตรการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาด PM2.5 ปี 2569 ในพื้นที่ภาคกลาง หารือแนวทางลดการเผาในพื้นที่เกษตร ในพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัดต้นลม ประกอบด้วย นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว รวมถึงควบคุม และลดการเผาในพื้นที่ป่าเพื่อควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วย โดยจะมีการสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรถึงผลกระทบการเผา เสนอตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และ กทม. เสนอแนวทางจัดปฏิทินการเผาหากจำเป็น

นายชัชชาติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือเราต้องรู้ว่าฝุ่นมาจากไหน จึงจะไปหามาตรการป้องกันที่ผ่านมา เราทำเรื่องฝุ่นมาตลอดไม่ได้ทำในช่วงฤดูฝน รวมทั้งทางกรมควบคุมมลพิษ ได้ประกาศให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นเขตควบคุมมลพิษในช่วงระยะ 4 เดือน ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ทำให้ กทม. สามารถบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่
สำหรับเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา กทม. ได้ดำเนินมาตรการ Work From Home โดยขอความร่วมมือเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่ทำงานที่บ้านนั้น ผลการดำเนินมาตรการ WFH มีหน่วยงานเข้าร่วม 370 แห่ง ผู้เข้าร่วม 211,841 คน ส่งผลให้ปริมาณรถยนต์สัญจรเฉลี่ยบนท้องถนนต่อชั่วโมงลดลง 9%
ส่วนการดูแลสุขภาพประชาชนนั้น ขณะนี้ กทม. มีคลินิกมลพิษทางอากาศ โดยเปิดให้บริการนายย้อยโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร 8 แห่ง รวมถึงจะมีการแจกหน้ากากอนามัยจำนวน 1 ล้านชิ้น มูลค่า 6 แสนบาท ในวันที่ 11 ธ.ค. ให้กับกลุ่มเปราะบางและประชาชนด้วย

ในส่วนของประชาชนที่ กทม. อยากจะขอความร่วมมือ 4 เรื่องได้แก่ 1.การ Work From home โดยขอความร่วมมือ เมื่อ กทม. มีการประกาศขอความร่วมมือในการทำงานที่บ้านเนื่องจากสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ มาจากรถยนต์ เพื่อช่วยลดปริมาณการจราจรบนถนน และการสะสมความน้อยลง 2.หากใครที่มีรถยนต์ ก็สามารถเข้าโครงการเปลี่ยนไส้กรอง น้ำมันเครื่อง โดยเฉพาะรถยนต์เก่า เพื่อลดการปล่อย PM 2.5 ลง 3.ถ้าหากเห็นปัญหาต้นตอ เช่น รถปล่อยควันดำหรือมีการเผาก็ช่วยแจ้งมายังกรุงเทพมหานครได้ผ่านช่องทาง Traffy Fondue ด้วยการถ่ายรูปแล้วแชร์โลเคชั่นมา หากเราช่วยกันดูช่วยกันแจ้ง ก็จะทำให้สามารถกำจัดได้ตั้งแต่ต้นตอ และ 4.พื้นที่สีเขียวระยะยาว โดย 3 ปีมีการช่วยกันปลูกไปแล้วประมาณ 2.3 ล้านต้นแล้ว ก็มีเพิ่มสวนมาอีก 400 แห่ง ส่วนมาตรการอื่นๆ เราก็เดินหน้าอย่างเต็มที่
สำหรับสถานการณฝุ่นในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.) ที่จะมีพิธีเปิดซีเกมส์นั้น นายชัชชาติ ระบุว่า จากการพยากรณ์พบว่าในวันพรุ่งนี้สถานการณ์ฝุ่นและการระบายอากาศค่อนข้างดี



