วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day )ถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ (UN) มีมติเห็นชอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 (United Nations Convention Against Corruption -UNCAC,2003) อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 จากนั้นประเทศภาคีสหประชาชาติ 191 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย ได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 ระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2546 ณ เมืองเมอริด้า ประเทศเม็กซิโก UN จึงประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (International Anti-Corruption Day)
ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ความไม่มั่นคงที่สูงขึ้น ล้วนเชื่อมโยงกับการทุจริตและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้ชุมชนสูญเสียทรัพยากรและบ่อนทำลายสถาบันที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องประชาชน

ข้อมูลจากการประกวดเรียงความเยาวชนระดับโลกในปี 2567 ซึ่งมีผลงานมากกว่า 1,300 ชิ้น เผยให้เห็นว่า คนหนุ่มสาวรู้สึกว่าพวกเขาได้รับผลกระทบจากการทุจริต และมักเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับผลพวงดังกล่าว ผลกระทบจากการทุจริตที่เยาวชนประสบได้แก่ โรงเรียนที่ขาดแคลนงบประมาณ ซึ่งจำกัดการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสในการทำงานที่ลดน้อยลง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพลดลง และโอกาสในการมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะถูกจำกัด อุปสรรคเหล่านี้ขัดขวางการเติบโตส่วนบุคคลและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในความยุติธรรมและหลักนิติธรรม
การแก้ไขปัญหาการทุจริตถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงในอนาคตของคนหนุ่มสาว ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 1.9 พันล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรโลก การกำหนดความซื่อสัตย์สุจริตของวันพรุ่งนี้ขึ้นอยู่กับการเสริมพลังและการมีส่วนร่วมของคนรุ่นต่อไปอย่างมีความหมายในการต่อต้านการทุจริต
เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน (Blockchain) เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการป้องกัน ตรวจจับ และเปิดโปงการทุจริต เยาวชนคือกลุ่มแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนี้ โดยสามารถใช้ทักษะของพวกเขาในฐานะนักนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันที่เพิ่มความโปร่งใสและขยายการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ ยังรวมถึงการสร้างช่องทางที่ช่วยให้ผู้แจ้งเบาะแสสามารถรายงานข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและไม่เปิดเผยตัวตน
ความซื่อสัตย์สุจริตในภาคเอกชนและแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจอย่างมีจริยธรรมก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างโอกาสที่เป็นธรรมในการเข้าถึงงานที่เหมาะสมสำหรับเยาวชน โดยการศึกษามีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมต่อต้านการทุจริต
ทั้งนี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ได้จัดทำ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) เพื่อประเมินระดับการทุจริตในภาครัฐของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดัชนีนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินความเสี่ยงในการเข้ามาประกอบธุรกิจ โดยคะแนน 100 หมายถึงความโปร่งใสมาก และ 0 คะแนน หมายถึงมีการคอร์รัปชันมากที่สุด
สำหรับผลการสำรวจล่าสุด (CPI 2024) ประเทศไทยได้รับ 34 คะแนน จัดอยู่ใน อันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก คะแนนนี้ถือเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2555 จะพบว่าคะแนนลดลงอย่างต่อเนื่อง ในระดับภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 5 ตามหลังสิงคโปร์ (84 คะแนน), มาเลเซีย (50 คะแนน), ติมอร์เลสเต (44 คะแนน) และเวียดนาม (40 คะแนน)
คะแนนของประเทศไทยที่ 34 นั้น ลดลง 1 คะแนนจากปีก่อนหน้า (2566 ได้ 35 คะแนน) ซึ่งเกิดจากการที่คะแนนลดลงใน 4 แหล่งข้อมูล โดยแหล่งข้อมูลที่มีคะแนนลดลงมากที่สุดคือ IMD World Competitiveness Yearbook (IMD) ซึ่งพิจารณาข้อมูลการติดสินบนและการทุจริต



