จากกรณีวันที่ 2 ธ.ค. 68 คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 13/2568 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ในคดีสำคัญ 4 รายคดี ยึดและอายัดทรัพย์สินรวม 289 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 10,165 ล้านบาท ประกอบด้วย รายคดีนายเฉิน จื้อ, รายคดีนายก๊ก อาน, รายคดี น.ส.แตงไทย บ้านมะหิงษ์ กับพวก และรายคดีนายเอื้ออังกูร สันติรักษ์โยธิน กับพวก ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ห้องประชุม ชั้น 12 สำนักงาน ปปง. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมหารือระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ครั้งที่ 1 นำโดย นายเทพสุ บวรโชติ เลขาธิการ ปปง. นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. และในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. และนายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วย เลขาธิการ ป.ป.ช. ร่วมประชุม
โดย นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. กล่าวรายงานก่อนเริ่มประชุมว่า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือมายังสำนักงาน ปปง. เพื่อขอปรึกษาหารือในประเด็นเกี่ยวข้องตามที่ ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งก็พบว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าพนักงานของรัฐ เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่จะรับไปดำเนินการเพิ่มเติมในอนาคต

ด้าน นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วย เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางสำนักงาน ปปง. ได้มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยในรายละเอียดก็เห็นได้ว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ ดังนั้น การเข้าขอรับข้อมูลในครั้งนี้ ป.ป.ช. จะได้นำข้อมูลไปใช้ในการขยายผลตรวจสอบ นอกจากนี้ เราขอชื่นชมสำนักงาน ปปง. ที่ได้มีการประกาศ เรื่อง บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง ซึ่งภายในประกาศนั้นมีการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมด ซึ่งมันสอดคล้องกับนิยามคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้ทั้งสองหน่วยงานและสองกฎหมาย ได้ทำงานบูรณาการร่วมกัน
และอีกเรื่องในอนาคตคือ หากสื่อมวลชนมีข้อมูลข้อเท็จจริงหรือมีแหล่งข่าวที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐไปกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะสามารถนำมาหารือร่วมกับทางสำนักงาน ปปง. ได้ เพื่อที่จะขยับหาแนวทางว่าเราจะร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามทั้งเชิงรุกและเชิงลึกอย่างไร ทั้งสำนักงาน ปปง. และสำนักงาน ป.ป.ช. จะร่วมกันประสานความร่วมมืออย่างทันท่วงทีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ติดปัญหาเรื่องการต้องรอรับข้อมูลระหว่างกัน
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ประสานงาน สำนักงาน ปปง. ขอข้อมูลและรายละเอียดกรณีมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์ของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ นั้น เนื่องด้วย นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. นายธนิต สุวรรณากาศ ผอ.กลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 1 พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. เข้าประชุมหารือกับเลขาธิการ ปปง. เพื่อหารือและประสานข้อมูลร่วมกัน ดังนี้

1.กรณีสำนักงาน ปปง. ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์ของบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อขอทราบข้อมูลหรือรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวข้างต้นว่ามีเจ้าพนักงานของรัฐ มีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือ หรืออำนวยความสะดวกแก่กลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติดังกล่าวหรือไม่อย่างไร เพื่อสำนักงาน ป.ป.ช. จะได้ดำเนินการตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
2.หารือแนวทางบูรณาการข้อมูลร่วมกันในการตรวจสอบเจ้าพนักงานของรัฐซึ่งเป็นบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง ตามประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เรื่อง บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง พ.ศ. 2568
3.หารือแนวทางการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานของรัฐที่ประชาชนหรือสื่อมวลชนให้ความสนใจ ทั้งนี้ หากพบเห็นการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถแจ้งเบาะแสมายังสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 1205 เว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช.www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้ การประชุมระหว่าง ปปง. และ ป.ป.ช. ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คาดอาจใช้เวลาราว 1 ชม. ก่อนเสร็จสิ้นประชุมเพื่อเตรียมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อไป.



