การยุบสภา เท่ากับประเทศเข้าสู่โหมดเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลรักษาการทำงานได้จำกัด สถานการณ์การเมืองร้อนขึ้น เศรษฐกิจชะลอรอทิศทาง นโยบายใหญ่หยุดชั่วคราว ส่วนเรื่องชายแดนเป็น “ภารกิจพิเศษ” ที่รัฐบาลรักษาการยังต้องทำเต็มอำนาจตามกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) การเมืองเข้าสู่โหมด “สุญญากาศทางนโยบาย”
* สภาไม่มี ส.ส. → กฎหมายใหม่ออกไม่ได้
* นโยบายที่ต้องผ่านสภาถูก “แช่แข็ง” เช่น▸ งบประมาณใหม่▸ กฎหมายภาษี▸ กฎหมายปฏิรูปต่างๆ
* ประเทศยังเดินได้ แต่เปลี่ยนเป็น ระบบรักษาการ ซึ่งทำได้เฉพาะงานประจำ
ผลลัพธ์: ความเร็วในการแก้ปัญหาเชิงนโยบายลดลง
2) รัฐบาลรักษาการมี “อำนาจจำกัด”
ทำได้แค่สิ่งที่จำเป็น เช่น
* ดูแลความมั่นคง
* บริหารราชการปกติ
* แก้ปัญหาฉุกเฉิน
แต่ ทำไม่ได้ เช่น
* ทำสัญญารัฐขนาดใหญ่
* ปรับโครงสร้างประเทศ
* แต่งตั้งโยกย้ายใหญ่แบบยาว
* ออกนโยบายใหม่ที่ผูกพันอนาคตรัฐบาลชุดถัดไป 3) ความเชื่อมั่นเศรษฐกิจชะลอทันที
นักลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใครและเดินทิศทางไหน แผนลงทุนของเอกชนชะลอรอดูความชัดเจน โครงการรัฐ ได้รับผลกระทบ เช่น: EEC, โครงสร้างพื้นฐาน, พลังงาน, นโยบายดิจิทัล–AI
4) ประเทศเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
การยุบสภาทำให้ต้องมีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เปิดรับสมัคร ส.ส. เริ่มแคมเปญหาเสียง นักการเมืองกลับสู่สนามเลือกตัั้ง ประชาชนมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางรัฐบาลใหม่
5) ข้าราชการระดับสูง “เกียร์ว่าง” เมื่อการเมืองอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ข้าราชการจะไม่อยากทำเรื่องใหญ่ โครงการต่างๆเสี่ยงจะชะลอ เพื่อรอให้รัฐบาลใหม่มาชี้ทิศอีกครั้ง
6. นโยบายต่างประเทศอยู่ในโหมด “ประคอง”
นอกจากปัญหาไทย–กัมพูชาแล้ว นโยบายต่างประเทศอื่นๆมักจะอยู่ในสถานะ:
* รักษาเสถียรภาพ
* ไม่สามารถลงนามสัญญาระดับยาว
* ไม่ทำข้อตกลงใหม่ที่ผูกพันรัฐบาลถัดไป
ส่งผลต่อความร่วมมือ:
* ไทย–อาเซียน
* ไทย–จีน
* ไทย–สหรัฐฯ
* โครงการทวิภาคีต่างๆ
7) ประชาชนได้รับผลกระทบ “เชิงชีวิตประจำวัน”
ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่กระทบต่อ:
* ราคาสินค้าที่ผันผวนตามเศรษฐกิจ
* โครงการช่วยเหลือของรัฐที่ล่าช้า
* โครงการเงินอุดหนุนบางประเภทหยุดรอการอนุมัติ



