เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สําหรับไทม์ไลน์สถานการณ์ที่ผ่านมา กัมพูชายังคงเปิดการปะทะต่อเนื่องตลอดแนว ระดมอาวุธยิงสนับสนุนต่าง ๆ เข้าไปยังฝั่งไทย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเราได้ผลักดันและประสบความสําเร็จป้องกันการรุกราน นอกจากนี้กัมพูชายังถล่ม เนิน 350 บริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งทําให้กําลังพลเสียชีวิต 2 นาย แต่เรายังสามารถปกป้องพื้นที่ มีการปฏิบัติการที่มีนัยสําคัญ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของบ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พื้นที่กองกําลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 ยังมีการปะทะต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา กัมพูชาระดมยิงอาวุธหนักเข้ามาในพื้นที่ แต่เราสามารถค้ำยันพื้นที่และผลักดันออกไป นอกจากนี้ ใน จังหวัดตราด แม้ได้ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ไปแล้ว เนื่องจากสถานการณ์เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ เราพยายามลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด แต่ช่วงค่ำที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชายังระดมการยิงต่อเนื่องตลอดแนว จังหวัดตราด ยังได้รับผลกระทบและต้องชื่นชมกองทัพเรือที่ยังรับมือกับการรุกรานของกองทัพกัมพูชาได้มีประสิทธิภาพ
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า มีกระบวนการมีขั้นตอนการดําเนินการอยู่แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการ เราอาจไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ได้ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง
ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ความยากในการสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงปราสาทตาควายด้วยสภาพพื้นที่ การรบมีความยากลําบาก เนื่องจากมีพื้นที่สูง เนิน 350 ที่ทหารกัมพูชายึดเอาไว้ก่อนหน้านี้ และทำเป็นที่มั่นแข็งแรง การที่ทหารไทยจะยึดปราสาทตาควายได้นั้น เนิน 350 เป็นจุดยุทธภูมิสำคัญ ตอนนี้ในบริเวณดังกล่าวสู้รบอย่างหนักเป็นพื้นที่ช่วงชิงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการ ส่งผลให้ทหารสละชีพ 2 นาย ตามที่เป็นข่าว ส่วนการนำร่างทหารสละชีพ ออกจากพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) กําลังตรวจสอบ ต้องเรียนว่าด้วยความยากลําบาก สถานการณ์การรบในบริเวณนั้นยังไม่จบ กําลังเข้มข้น พร้อมปฏิเสธกรณีทหารไทยถูกจับกุมว่าไม่มีการได้รับรายงานเข้ามา
พ.อ.ริชฌา กล่าวย้ำว่า การรบที่ยืดเยื้อ ยืนยันว่าฝ่ายไทยทำเพื่อการป้องกันตนเองบนพื้นฐานการโจมตีเข้ามา เราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเข้าไป เพราะฉะนั้นการรบยืดเยื้อ หากกัมพูชายังมีการโจมตีเข้ามา ฝ่ายไทยต้องป้องกันตนเอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ พื้นที่ที่เราต้องยึดคืน ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทยเอง เพราะทําให้กัมพูชาได้เปรียบเข้ามาโจมตี ไม่เพียงแต่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตครอบคลุมถึงประชาชน หากยังโจมตีเข้ามา เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ส่วนขีปนาวุธที่ยึดได้ นํามาใช้ประโยชน์ของเรา ส่วนรายละเอียดเชื่อว่าเราต้องทําให้เป็นประโยชน์ที่สุด
ด้าน นายภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในเรื่องการใช้กําลังป้องกันตัวเอง มีหลายระดับ ทั้งระดับบุคคล นายทหาร สามารถดําเนินการได้ ตลอดจนถึงระดับหน่วยกองกําลัง ปัจจุบันไทยใช้กําลังเพื่อป้องกันตนเองในระดับชาติ โดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ ยึด 4 ข้อ 1.การใช้กําลังทหารต้องตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธของอีกฝ่าย เพื่อระงับยับยั้งการโจมตีที่เกิดขึ้น หรือกระชั้นชิดใกล้เข้ามา 2.ใช้กำลังทหารต้องมีความจําเป็น ไม่มีหนทางอื่นที่สามารถหลีกเลี่ยง 3.การใช้กําลังทหารต้องได้สัดส่วนเหมาะสมกับภัยคุกคามที่เกิดจากการโจมตี 4.การแจ้งคณะมนตรีความมั่นคงของคณะองค์การสหประชาชาติ
นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า การใช้อาวุธยุทธวิธี มีหลักการพื้นฐานที่สําคัญ อาทิ การใช้กําลังทหาร ความจําเป็นทางการทหาร หลักมนุษยธรรม หลักการแบ่งแยกระหว่างพลเรือน กับผลรบมองว่าคําอธิบายของประเทศไทยที่เป็นทางการครบถ้วนสมบูรณ์ที่หนังสือประเทศไทยที่ยื่นสมาชิกคณะรัฐมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติ ที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่องการใช้กําลังทหาร



