หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตัวให้กับหลากหลายวงการเพื่อเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอนาคต การก่อสร้างอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้นๆ ที่ต้องกลับมาทบทวนว่ามีความแข็งแรงปลอดภัยมากเพียงพอแล้วหรือยัง เนื่องจากมีอาคารที่กำลังก่อสร้าง 1 แห่งถล่มลงมา สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงงานด้านโครงสร้างอาคารและตึกสูงหลังเกิดแผ่นดินไหว ว่า ในเรื่องของงานโครงสร้างอาคารและตึกสูง ถือเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะในรอบแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่าอาคารสูงได้รับผลกระทบและมีความเสียหายถึงในระดับโครงสร้าง ทั้งการแตกร้าว เหล็กเสริมอาจจะงอ รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบต่างๆ เช่น ลิฟต์

ที่ผ่านมาได้มีภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจขายอาคารห้องพักอาศัย ติดต่อมาขอคำปรึกษาเรื่องความปลอดภัยของตึกโดยนำแบบที่ได้ออกแบบไปแล้ว หรือแม้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างนำมาตรวจสอบใหม่หมด ซึ่งตนมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะการรีเช็กหรือการตรวจสอบซ้ำจะทำให้เกิดความมั่นใจเรื่องของความปลอดภัยที่มากขึ้น รวมถึงยังมีการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับการทำงานเพิ่มขึ้นด้วยเช่นเรื่องวัสดุ สิ่งที่เห็นคือ มาตรฐานในงานทางวิศวกรรมโครงสร้างมีความสูงขึ้น ทั้งนี้มีหลายตึกได้ตรวจสอบซ้ำทางเชื่อมของอาคารว่ามีความแข็งแรงหรือไม่ จะหลุดหรือแยกแตกออกจากกันหรือไม่
ศ.ดร.อมร กล่าวด้วยว่า การคุมงาน การควบคุมให้เป็นไปตามแบบ รวมถึงเรื่องของการใช้วัสดุเป็นหัวใจสำคัญที่สุด เพราะส่วนใหญ่แล้ว การที่โครงสร้างถล่มเราพบว่าไม่ได้มาจากเรื่องของแบบที่มีปัญหา เพราะตอนออกแบบมีการคำนวณตามหลักวิชาอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่อยู่ที่การควบคุมงาน หรือว่าการกำกับการทำงานของคนที่ก่อสร้าง หากไม่มีวิศวกรมาดูแลหรือดูแลไม่ดี ก็จะได้คอนกรีตที่ไม่ตรงตามแบบ เหล็กเสริมจะใส่ไม่ครบหรือการใช้นอตก็อาจจะไม่ครบตามจำนวนที่อยู่ในแบบ ตรงนี้จึงเป็นหัวใจหลัก ถ้าหากมีคนควบคุมงานที่ดี ปัญหาก็จะเกิดยาก เพราะฉะนั้นวิศวกรคุมงานจึงเป็นหัวใจหลักที่จะต้องทำให้เกิดความปลอดภัย

เมื่อถามถึงการรับมือของงานด้านโครงสร้างในอนาคตนั้น ศ.ดร.อมร กล่าวว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีความเปลี่ยนแปลงหลายแบบ ทั้งภาครัฐที่เดินหน้าปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานในการออกแบบ การเปลี่ยนแปลงค่าแรงแผ่นดินไหวที่อนาคตควรต้องปรับอย่างไรจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ มาตรฐานในการควบคุมงานก่อสร้างอาคารสูง การควบคุมการเทคอนกรีตซึ่งเป็นมาตรฐานทางวิศวกรรม และยังต้องมีการปรับปรุงกฎกระทรวงอีกกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาคารที่มีความเสี่ยง เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน จะต้องกำหนดให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแผ่นดินไหวเซ็นเซอร์ รวมทั้งอาจต้องบังคับให้ทำการประเมินอาคารว่า อย่างน้อยจะมีการเสริมกำลังตัวอาคารหรือไม่ เรียกว่า evaluation report
อย่างไรก็ตาม กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นผู้รับผิดชอบในการออกกฎหมาย ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ทั้งหมด กฎกระทรวงต่างๆ ทางกรมฯ ก็จะเป็นผู้ดำเนินการหลัก แต่ผู้ปฏิบัติคือท้องถิ่น เจ้าพนักงานท้องถิ่นก็จะรับเอากฎหมายตรงนี้ไปปฏิบัติต่อ ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีการวางแผนระยะสั้น กลาง และยาวไว้แล้ว โดยแผนระยะยาวจะจบสิ้นภายใน 5 ปี โดยจะมีการแก้กฎกระทรวงประมาณ 5 ฉบับ มีการตั้งคณะทำงาน และแก้กฎหมายอีก 2-3 ฉบับ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะอย่างน้อยมีจุดตั้งต้น ส่วนภาคเอกชน เห็นความตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยด้านวิศวกรรมเป็นหลักก่อนผลกำไร โดยที่ไม่รอให้ภาครัฐมีคำสั่ง โดยมีเจ้าของโครงการต่างๆ ที่อยากจะทบทวนโครงการของตัวเอง ทำให้บทบาทของงานโครงสร้างกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
“ตอนนี้เจ้าของโครงการที่เข้ามาปรึกษาเรื่องความปลอดภัยทางด้านโครงสร้าง จะครอบคลุมในทุกกลุ่ม ทั้งโครงการที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยนำแบบที่ใช้ในการก่อสร้างมาให้ประเมินเพื่อตรวจเช็กถึงความปลอดภัยอีกครั้ง แต่สิ่งที่กังวลคือในระยะสั้น เราเห็นมีความตื่นตัว แต่ในอนาคตไม่มั่นใจว่าจะเลือนหายไปจนกลายเป็นแรงเฉื่อยหรือไม่”

นอกจากนี้ ศ.ดร.อมร ยังมีข้อเสนอแนะในงานก่อสร้างอาคารและตึกสูงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวในอนาคตว่า ถ้าเรามีความการใส่ใจกับการออกแบบ มีความใส่ใจในเรื่องของการควบคุมงานก่อสร้าง เพราะจากที่เห็นมาตึกในกรุงเทพฯ หลายพันตึก มีตึกที่แตกร้าวเสียหายจนถึงขั้นสีแดงประมาณ 7-8 ตึก แล้วตึกเหล่านี้มีปัญหาอะไรบางอย่าง เช่น คุณภาพของคอนกรีต หรือการควบคุมงานที่ไม่ได้มาตรฐานตามแบบ ตนจึงยังเชื่อว่า หากเรามีการออกแบบที่ถูกต้อง เราทำการควบคุมงานให้ดี ก็น่าที่จะเพียงพอแล้ว สำหรับในการรับมือเหตุการณ์และการติดตั้งตัวเซ็นเซอร์วัดแรงสั่นไหว จะช่วยให้ประเมินตึกทั้งตึกได้ว่ามีรอยร้าวตรงจุดใดหรือไม่ เรียกว่าการตรวจสุขภาพตึก
“หากเป็นอาคารเก่า และอาคารกลุ่มเสี่ยง ควรนำมาประเมินความเสี่ยง เสริมกำลังอาคาร ติดตั้งเซ็นเซอร์ฯ ส่วนอาคารใหม่ก็ออกแบบตามมาตรฐานให้ถูกต้อง ที่สำคัญเน้นเรื่องของการควบคุมงานให้ดี หากทำได้ตามนี้ เราจะมีโครงสร้างที่แข็งแรง เพราะเรามีมาตรฐานตามกฎหมายที่ออกแบบรองรับไว้อยู่แล้ว และถึงแม้ในอนาคตมาตรฐานเราจะต้องปรับปรุง แต่ที่มีอยู่ก็ดีแล้ว แต่เป็นการปรับปรุงเพื่อให้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญก็คือเรามีมาตรฐาน เราออกแบบตามมาตรฐานอย่างดี แต่ว่าการควบคุมงานต่างหากที่จะต้องทำให้เป็นไปตามแบบหัวใจที่สำคัญอยู่ตรงนี้ สำหรับพื้นที่แอ่งดินอ่อนก็ถือว่าเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เราจัดการไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่มีขอบเขตชัดเจนว่าแรงเท่านี้ ดังนั้นจึงต้องออกแบบให้มันครอบคลุมแรงที่จะเกิดขึ้นสูงสุด แต่สิ่งที่สำคัญเราจะต้องมั่นใจว่าเวลาที่จะก่อสร้างต้องทำให้ได้ตามแบบ อันนี้คือหัวใจหลัก ส่วนหลังจากนั้นจะมีการติดเซ็นเซอร์ฯ ก็เห็นด้วยเพื่อตรวจจับการสั่งของตัวอาคาร”.



