เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตนักการเมือง ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นถึงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เรื่องการทหารล้วนๆ แต่คือ “เกมการเมืองระหว่างประเทศ” ลงแฟนเพจ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “เล่ห์ของ ฮุน เซน หลังสงครามชายแดน ตลอดระยะเวลายาวนานที่ ฮุน เซน ครองอำนาจในกัมพูชาจากการสู้รบกันเองของคนเขมรที่เรียกว่า “เขมร 3 ฝ่าย” จวบจนเหตุการณ์พิพาทชายแดน ไทย-กัมพูชา ทำไมประเทศที่เล็กกว่า ยากจนกว่า และมีกองทัพที่ด้อยกว่าอย่างกัมพูชา ถึงกล้าเปิดสงครามยิงถล่มไทยก่อน เรียนรู้ศัตรู รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง จึงต้องรู้จัก ฮุน เซน ให้ถ่องแท้ ฮุน เซน ไม่มีอุดมการณ์ แต่มีประสบการณ์ ผ่านสงคราม “ทุ่งสังหาร” คนเขมรตายเป็นล้าน แทบเกือบครึ่งประชากรของประเทศ แต่ ฮุน เซน หนีรอดจากการ ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ และกลับมาโค่นล้ม “พล พต” เขมรแดงที่เรืองอำนาจในขณะนั้น”

นอกจากนี้ “หักหลังร่วมกับเวียดนามจนสามารถขับไล่เขมรแดงได้ ขึ้นครองบัลลังก์มาตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีต่อมา ฮุน เซน เป็นเผด็จการที่ยิ่งกว่าเผด็จการคนอื่นๆ ในโลก ผ่านสงคราม ผ่านความยากลำบาก ผ่านความเป็นความตาย ฮุน เซน ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นนักฉวยโอกาส ในขณะกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ จะพลิกวิกฤติกลับเป็นโอกาสทุกครั้ง ผู้นำทุกประเทศทั่วโลกตั้งแต่ทรัมป์ สีจิ้นผิง ปูติน จนถึง ฮุน เซน ต่างรู้ว่า “สงครามชาตินิยม” คือสงครามที่หอมหวนเสมอ โดยเฉพาะการเปิดสงครามกับประเทศที่ใหญ่กว่า กองทัพพร้อมกว่า อย่างประเทศเพื่อนบ้านแบบประเทศไทยในเรื่องดินแดนทับซ้อน ฮุน เซน จะไม่มายอม “ศิโรราบ“ ให้ไทยโดยเด็ดขาด นี่คือที่มาของ “ละครลวงโลก” ของ ฮุน เซน”

อีกทั้ง “ที่กำลังทำให้คนเขมร และชาติอื่นๆ เห็นว่า “เขมรถูกไทยรังแก” ด้วยความจนกว่า เล็กกว่า หากเทียบไปเหมือน “คนจนถูกคนรวยรังแก” ยิ่งในพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่ชัดเจน ยิ่งทำให้ ฮุน เซน ใช้เป็นข้ออ้างกับประเทศต่างๆ จนถึงองค์กรกลางอย่างสหประชาชาติได้ เขมรไม่ได้ใช้อาวุธอย่างเดียว แต่ยังดำเนินการทางการฑูตด้วยการฟ้องป้ายสีไทยต่อทุกที่ทุกโอกาส พยายามลากไปถึง “ศาลโลก” ให้ได้ ฮุน เซน รู้จักการเมืองไทยเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลายาวนาน รัฐบาลไทยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไป แต่สันดาน ฮุน เซน ไม่เคยเปลี่ยน รู้ทั้งรู้ว่าอาวุธที่เขมรมีไม่มีทางสู้ไทยได้ในทุกด้าน”

“แต่ยังเลือกที่จะสู้ จะยิงก่อนรุกก่อนเสมอ ในสายตาเราคือ “ความขัดแย้งเรื่องดินแดน” แต่ในสายตา ฮุน เซน คือ “คะแนนนิยม” ที่กล้ากระตุกหนวดเสือ ปลุกกระแสให้คนเขมรรักชาติ เงินของ ฮุน เซน มากล้นจนไม่มีที่เก็บอยู่แล้ว ผลกระทบสแกมเมอร์จึงไม่ใช่ปัจจัยหลักของ ฮุน เซน แต่นักยุทธศาสตร์อย่าง ฮุน เซน รู้ว่า ท้ายสุดต้องจบที่โต๊ะเจรจา ในฐานะที่ตัวเองด้อยกว่า จนกว่า อาวุธน้อยกว่า ความชอบธรรมของประเทศที่ด้อยกว่า ย่อมได้รับความเห็นใจมากกว่า ความกล้าของ ฮุน เซน ย่อมมีอะไรแฝงอยู่เบื้องหลัง อาศัยความซับซ้อนของดินแดนเพื่อนบ้านที่ไม่ชัดเจนมาเป็นข้ออ้าง และท้ายสุด ฮุน เซน รู้ว่า จะใช้ลีลาของประเทศที่ถูกรังแก ถูกถล่มจากไทย ไปนำเสนอต่อประชาคมโลก”

อย่างไรก็ตาม “นี่ต่างหากที่เราต้องเตรียมแผนรองรับ “จิ้งจอกเฒ่า” ที่ยอมวัดดวงในวาระสุดท้าย ก่อนส่งไม้ให้ลูกสานต่อ เราจึงไม่ควรมองข้ามเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวนี้ เผด็จการที่อยู่มาได้ถึง 40 ปี โดยอาศัยรายได้จากสแกมเมอร์ กาสิโน พนันออนไลน์ทุกรูปแบบมานานกว่าสิบปี ไม่สนใจเรื่องอะไรที่ได้เงินน้อย คนที่หวังจะถึงจุดหมายโดยไม่สนวิธีการใดๆ ย่อมเป็นคนที่อันตรายเสมอ แม้แต่การรบในขณะนี้ก็ใช้วิธี “กองโจร” ไม่สู้ต่อหน้า ไม่รบเต็มรูปแบบ และเมื่อถึงเวลาก็พร้อมเจรจาด้วยมีดที่ซ่อนอยู่ข้างหลังทันที”

ขอบคุณข้อมูล : ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์