สหภาพยุโรป (EU) มีมติอนุมัติเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรม หรือ ‘EUDR’ (EU Deforestation Regulation) ออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจทั่วโลกมีเวลาเตรียมความพร้อมมากขึ้น 

โดยกำหนดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่เริ่มปฏิบัติตามในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กจะเริ่มในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 แม้การเลื่อนดังกล่าวจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันในระยะสั้น แต่สำหรับอุตสาหกรรมยางของไทย การปรับตัวอย่างจริงจังยังเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ทว่าสำหรับอุตสาหกรรมยางของไทย การเลื่อนกฎหมายครั้งนี้ยังไม่ใช่เหตุผลให้ชะลอการปรับตัว

เนื่องจากภายใต้กฎหมาย EUDR ยางและผลิตภัณฑ์ยางถือเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งมีความสำคัญต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ไทยมีความเสี่ยงด้านการทำลายป่าต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทั้งในแง่พื้นที่ป่าที่ถูกทำลายและจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน เช่น FSC 

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนบังคับใช้ EUDR อาจกลายเป็นดาบสองคม เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประเทศคู่แข่งมีเวลาปรับระบบและยกระดับมาตรฐาน จนอาจไล่ตามศักยภาพของไทยได้ทันในอนาคตอันใกล้

ในบริบทดังกล่าว าครัฐและภาคเอกชนของไทยยังจำเป็นต้องเดินหน้าปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านเอกสารสิทธิในที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักฐานในการพิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาในการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน

อีกประเด็นสำคัญคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของอุตสาหกรรมยางไทย ให้สามารถเข้าถึงระบบ Traceability ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่ม การใช้แพลตฟอร์มร่วม หรือการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้กฎหมายใหม่นี้กลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องติดตามความคืบหน้าการปรับกฎเกณฑ์ย่อยภายใต้ EUDR อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหภาพยุโรปมีแนวโน้มออกหลักเกณฑ์และรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2569 การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและไม่รอให้กฎหมายมีผลบังคับใช้จริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางไทยในตลาดโลก ท่ามกลางกติกาการค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้