เมื่อพูดถึงชีวิตประมงพื้นบ้าน หลายคนอาจนึกถึงเรือเล็กที่ออกหาปลาตามกระแสน้ำ แต่สำหรับ ‘กลุ่มประมงและเลี้ยงหอยบ้านใน’ ชุมชนบ้านใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี วิถีของพวกเขาผูกพันอยู่กับ ‘แพหอย’ มากกว่านั้น แพกลางทะเลเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ทำมาหากิน หากยังเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชน และเป็นเหมือนบ้านของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่พึ่งพิงระบบนิเวศแห่งนี้ร่วมกัน

หนึ่งในคนที่รู้จักทะเลศรีราชาดีที่สุด คือ ‘น้าบัติ’ หรือ ‘สมชาย แสงมณีโชติ’ อดีตผู้จัดการการประปาสาขาแหลมฉบัง ผู้ผันตัวมาใช้ชีวิตแบบชาวทะเลเต็มตัว และปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มประมงและเลี้ยงหอยบ้านใน เขาอยู่กับผืนน้ำแห่งนี้มากว่า 30 ปี ผ่านทั้งงานประจำ และงานประมงที่ทำควบคู่กันมาตลอด
“ผมเริ่มจากการเป็นคนทะเล ออกเรือประมงมาก่อน แล้วเห็นว่าบริเวณโป๊ะมีหอย ก็เลยคิดว่าขยายได้ จึงริเริ่มทำแพหอยมา

ประมาณ 30 กว่าปีแล้ว ปรับวิธีทำเรื่อยมาจนตอนนี้มีอยู่ประมาณ 18 แพ สำหรับผม ‘ชีวิตประมงเป็นชีวิตที่สนุก’ เราไม่ได้ทำแค่เพื่อตัวเอง แต่ช่วยสร้างอาชีพให้คนในชุมชนด้วย ชาวบ้านที่ไม่มีแพก็มาทำงานเป็นแรงงาน อย่างการจับหอย คิดค่าแรงเป็นหลัว แค่
เช้ามืดออกไปไม่กี่ชั่วโมงก็มีรายได้แล้ว ถือเป็นการสร้างงานให้ชุมชนได้ดีมาก” น้าบัติเล่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้น
แพหอยที่ตั้งเรียงรายกลางทะเลศรีราชา ไม่เพียงให้ผลผลิตเป็นหอยแมลงภู่คุณภาพดี แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกทางธรรมชาติได้เป็นอย่างดี สมชายอธิบายว่า แพหอยแต่ละแพทำหน้าที่เสมือน ‘กำแพงกันคลื่น’ ลดแรงปะทะของน้ำ และยังกลายเป็นที่อยู่อาศัยของปลาเล็กและสัตว์ทะเลที่เข้ามาหลบคลื่นและหาอาหารตามสายหอย ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งพักพิงตามธรรมชาติที่ช่วยพยุงระบบนิเวศไปพร้อมกัน

นอกจากประโยชน์ด้านระบบนิเวศแล้ว หอยแมลงภู่จากศรีราชายังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ‘รสหวาน ไม่คาว และตัวใหญ่กว่าแหล่งอื่น’ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นทะเลเปิด ไม่ใช่แอ่งน้ำโคลน จึงมีระบบหมุนเวียนของน้ำดี ทำให้หอยเติบโตได้สมบูรณ์และรสชาติเป็นที่นิยมของตลาด
แม้ทะเลศรีราชาจะยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ทว่าก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะปัญหาด้านการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่กลุ่มประมงต้องช่วยกันรับมือ โดยเฉพาะปัญหาการใช้ตาอวนผิดขนาดที่ทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนถูกจับขึ้นมาเป็นจำนวนมาก จนพันธุ์ปลา พันธุ์ปูเสี่ยงที่จะหมดไปลงเรื่อยๆ

เพื่อฟื้นฟูทะเลให้กลับมาแข็งแรง ทางกลุ่มประมงบ้านในจึงร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์ผ่าน ‘ธนาคารปูม้า’ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเล โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้ง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), กรมประมง, มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงภาคเอกชนอย่าง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณ และร่วมทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นตัวอย่างการทำงานร่วมกันของภาคชุมชน หน่วยงานรัฐ และเอกชน เพื่อสร้างความยั่งยืนและความสวยงามให้กับทะเล
การดำเนินงานของ ธนาคารปูม้าชุมชนบ้านใน ถือเป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากชาวประมงในพื้นที่ โดยเมื่อชาวประมงพบปูม้าไข่ดำที่ยังอยู่ในวัยขยายพันธุ์ จะไม่นำไปจำหน่าย แต่จะนำมามอบให้กับกลุ่มประมงและเลี้ยงหอยบ้านใน จากนั้นทางกลุ่มฯ จะนำปูม้าไข่ดังกล่าวมาเลี้ยงในถังออกซิเจนเพื่อให้ปูมีสภาพสมบูรณ์ ก่อนทำการเขี่ยไข่และเพาะฟักให้ได้ลูกปูจำนวนมากขึ้น และนำลูกปูที่แข็งแรงกลับไปปล่อยคืนสู่ทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในทะเลต่อไป

เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ ทางกลุ่มฯ จะมอบของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ให้กับชาวประมงในระบบ ‘แลกคืน’ ซึ่งช่วยลดการจับสัตว์น้ำในวัยเจริญพันธุ์ และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้เครื่องมือประมงอย่างรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น
ฟังดูอาจเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทว่าชุมชนบ้านในยังต้องไม่ลืมที่จะรับผิดชอบต่อท้องทะเล พวกเขาเก็บเกี่ยวเท่าที่จำเป็น และตอบแทนธรรมชาติด้วยการช่วยกันดูแลแหล่งอาหารที่หล่อเลี้ยงชุมชน เพื่อให้ทรัพยากรเหล่านี้ยังคงอยู่ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

เมื่อพักจากงานทะเล หอยแมลงภู่สดหวานก็เป็นเมนูประจำที่ใครได้ลองก็มักติดใจ ชาวประมงแนะนำหลายเมนูที่ทำง่ายแต่รสชาติเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นหอยนึ่ง หอยแกงฉู่ฉี่ใบยอ ต้มยำหอย หรือหอยคั่ว ซึ่งแต่ละจานล้วนเป็นภาพแทนความอุดมสมบูรณ์ที่คนบ้านในช่วยกันรักษาไว้



ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวจากชุมชนเล็กๆ ที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการทำกินและดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน



