พุทธศักราช 2568 ซึ่งตรงกับ “ปีมะเส็ง” หรือแปลเป็นภาษาไทยๆว่า “ปีงูเล็ก” กำลังจะผ่านพ้นไป แต่บอกได้เลยว่าข่าวคราวในแวดวงศิลปวัฒนธรรม และศาสนาในปี 2568 นั้น ไม่เล็กตามชื่อปี “งูเล็ก” เลย

เริ่มตั้งแต่ข่าวที่สร้างความฮือฮาในระดับโลก อย่างเมื่อวันที่ 24 ก.พ. กรมศิลปากร ได้สำรวจพบ “โครงกระดูกมนุษย์ยุคน้ำแข็ง” อายุกว่า 29,000 ปี ที่แหล่งโบราณคดีถ้ำดิน อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย มีสภาพสมบูรณ์ นักโบราณคดีตั้งชื่อ “ปังปอน” ซึ่งการพบหลักฐานการอยู่อาศัยและฝังศพของคนก่อนประวัติศาสตร์ที่อยู่ในช่วงยุคดังกล่าวในครั้งนี้ เป็นข้อมูลใหม่ที่สำคัญช่วยอธิบายวิถีการดำรงชีวิตและปรับตัวของมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในอดีตตั้งแต่ช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็นจนเข้าสู่ช่วงที่อากาศอบอุ่นเมื่อสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง และระดับน้ำทะเลที่ท่วมสูงขึ้น จนกระทั่งบริเวณนี้มีสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศน์ที่หลากหลายเช่นในปัจจุบัน ทั้งอาจเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับคน สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมโบราณของคนยุคแรกเริ่มในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
ตามด้วยเรื่องที่สร้างความช็อกต่อวงการศิลปินแห่งชาติ เมื่ออยู่ๆ “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ.2554 ได้ประกาศลาออกจากการเป็นศิลปินแห่งชาติ มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ยื่นจดหมาย คือวันที่ 30 พ.ค. โดย “อาจารย์เฉลิมชัย” ได้ประกาศเรื่องการลาออกกลางเวทีกิจกรรมสร้างการรับรู้และการขับเคลื่อนการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้จ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ให้เหตุผลว่า “อายุมาก อยากพักผ่อนหาความสุขในบั้นปลายของชีวิต อีกทั้งได้ประกาศหยุดสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จึงรู้สึกส่วนตัวว่า เมื่อศิลปินแห่งชาติได้หยุดสร้างสรรค์ผลงานก็ไม่ควรที่จะมีตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้อีกต่อไป” งานนี้ทำเอาคนในแวดวงศิลปะช็อกไปตามๆกัน

ช่วงกลางปี 2568 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กลายเป็นกระทรวงที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก เมื่อน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) พร้อมทั้งมานั่งควบตำแหน่งรมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่งแทนน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ถูกโยกไปเป็นรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมือง และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชากำลังร้อนระอุ โดยเชื่อกันว่า สาเหตุที่น.ส.แพทองธาร มาควบรมว.วัฒนธรรมนั้น เพื่อป้องกันกระบวนการทางกฎหมายหรือคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากน.ส.แพทองธาร ถูกยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในประเด็นเรื่องปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา และศาลรับคำร้อง เมื่อวันที่ 1 ก.ค.พร้อมทั้งมีคำสั่งให้น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีทันที จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย จากนั้นน.ส.แพทองธาร ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่รมว.วัฒนธรรม อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ก.ค. อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ปฏิบัติหน้าที่รมว.วัฒนธรรม ได้ไม่ถึง 2 เดือน ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ให้ความเป็นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ของน.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง โดยให้เหตุผลว่า การสนทนากับ ฮุน เซน ตามคลิปเสียงดังกล่าว มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติ เข้าข่ายมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง และจากคำวินิจฉัยดังกล่าวยังมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลง ทำให้น.ส.แพทองธาร ติดอยู่ในทำเนียบรมว.วัฒนธรรม ที่มีวาระการดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นครม.อนุทิน พร้อมกับการเข้ามาดำรงตำแหน่งรมว.วัฒนธรรม ของน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กับเงื่อนไขทางการเมืองของรัฐบาลชุดที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือนก็ประกาศยุบสภาฯเสียแล้ว เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ต่อกันด้วยข่าวที่สร้างความปลื้มปีติให้กับพสกนิกรชาวไทย เมื่อวันที่ 27 ส.ค. คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้คัดเลือก ยกย่องเชิดชูเกียรติ ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2567 ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง โดยมีรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ 1 พระนาม คือ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (จิตรกรรม) ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ” ส่วนสาขาทัศนศิลป์ อีก 3 รายชื่อ ได้แก่ 1.นายผ่อง เซ่งกิ่ง (จิตรกรรม) 2.รศ.วิวัฒน์ เตมียพันธ์ (สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น) 3.นายสมลักษณ์ ปันติบุญ (เครื่องปั้นดินเผา) สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่ 1.นายเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ 1.นายนฤพนธ์ ดุริยพันธ์ (ดนตรีไทย – ขับร้อง) 2.นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ (นาฏศิลป์ไทย -โขน ละคร) 3.นายวิโรจน์ อยู่สวัสดิ์ (นาฏศิลป์ไทย – โขนลิง) 4.นายดนู ฮันตระกูล (ดนตรีไทยสากล) 5.พ.ต.ประพัชศักดิ์ จันทร์เปล่ง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง) 6.นางนันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

มากันที่วงการสงฆ์กันบ้าง ที่กล่าวได้ว่าปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่า คณะสงฆ์ไทยบอบช้ำ และถูกสั่นคลอนศรัทธาเป็นอย่างมาก ไล่ตั้งแต่กรณี อดีตเจ้าคุณแย้ม วัดไร่ขิง จ.นครปฐม ทุจริตยักยอกเงินจากบัญชีธนาคารของวัดไร่ขิงเข้าบัญชีส่วนตัว เพื่อนำไปเล่นพนันออนไลน์ผ่านทาง “สีกาเก็น” จนมาถึงจักรวาล “สีกากอล์ฟ” ที่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับพระชั้นผู้ใหญ่จนทำให้ต้องสึกไปมากถึง 13 รูป ต่อด้วยกรณีของ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ วัดนครสวรรค์ กรณีการทุจริตสร้างพุทธอุทยานนครสวรรค์ และ อดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัด และยังพบการปลอมแปลงประวัติ นำเลข 13 หลักของผู้อื่นมาใช้ในการบวช เพื่อหนีการเกณฑ์ทหาร ทั้งหมดทั้งมวลนำมาซึ่งการสูญเสียความศรัทธาเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ คือ ประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาสมณศักดิ์พระสงฆ์ จำนวน 4 รูป และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ จำนวน 77 รูป รวมทั้งหมด 81 รูป ตามประกาศพระบรมราชโองการ จำนวน 2 ฉบับ ลงวันที่ 22 มิ.ย. 2568 ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 ก.ค. 2568 โดยทรงมีพระราชดำริว่า “ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป และพระราชาคณะกระทำผิดพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชนได้รับผลกระทบต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่ง จึงประกาศยกเลิกพระบรมราชโองการประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ และพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2568”

ปิดท้ายปลายปี 2568 กันด้วยความคาดหวังที่มีต่อกรรมการมหาเถรสมาคม (มส) ชุดใหม่ ในการที่จะเข้ามาฟื้นคืนศรัทธาคณะสงฆ์ หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆทั้งเรื่อง “สตรี” และ “สตางค์” ที่มาเขย่าวงการสงฆ์แทบจะตลอดทั้งปี 2568 โดยได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งกรรมการมส. แทนชุดเดิมที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี จำนวน 20 รูป ดังนี้ 1. สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทราวาส 2. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยาราม 3. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 4. สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรฯ 5. พระพรหมโมลี วัดปากน้ำ 6. พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ 7. พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส 8. พระพรหมเสนาบดี วัดปทุมคงคา 9. พระพรหมวชิรมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม 10. พระพรหมมุนี วัดพระศรีมหาธาต 11. พระพรหมวชิรากร วัดราชผาติการาม 12. พระพรหมวัชรเมธี วัดอรุณราชวราราม 13. พระพรหมวชิรานุวัตร วัดบพิตรพิมุข 14. พระพรหมวชิรเวที วัดปทุมวนาราม 15. พระพรหมวัชรวิมลมุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ 16. พระพรหมวชิรรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร 17. พระพรหมวัชรสุทธาจารย์ วัดอาวุธวิกสิตาราม 18. พระธรรมวชิรเมธาจารย์ วัดโสมนัสวิหาร 19. พระธรรมวชิรจินดาภรณ์ วัดราชบพิธฯ 20. พระธรรมวัชรญาณวิศิษฏ์ วัดปทุมวนาราม ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2568 เป็นต้นไป ซึ่งแน่นอนว่า กรรมการมส.ชุดใหม่นี้ ย่อมต้องเข้ามาดำรงตำแหน่งพร้อมกับแบกความคาดหวังของพุทธศาสนิกชนในการที่จะเข้ามากู้คืนศรัทธาคณะสงฆ์ให้กลับมามั่นคงดังเดิมอีกครั้ง



