สวัสดีปีใหม่ 2569 กับอ้วนซ่า แอบซิ่ง อีกเช่นเคย ในวันนี้ขอกล่าวอวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านพบแต่สิ่งดีๆในปีนี้กันนะขอรับ!
หลังจากจบปี 2568 กันไป แม้ว่าท่านผู้รู้หลายๆท่านยังคงฟันธงว่า ตลาดรถยนต์ไทยยังอยู่ในสถานะ “ทรงตัว” ไม่พุ่ง ไม่ทรุด จากข้อมูลด้านหนี้ในครัวเรือน แต่อ้วนซ่ากลับมองเห็นสัญญานบวกในตลาดรถยนต์ไทยที่ชัดเจน จากยอดจองรถยนต์ในงาน “มหกรรมยานยนต์” หรือ “มอเตอร์เอ็กซ์โป” ที่พึ่งจบไปเมื่อเดือนที่แล้วนี้ เพราะยอดจองในงานนั้นทุบสถิติที่เคยเป็นมา ด้วยยอดจองสูงถึง 81,147 คัน สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และหากเทียบกับปี 2567 ซึ่งทำยอดจองได้เพียง 54,634 คันเท่านั้น เรียกว่า ขึ้นมาถึง 48% จากปี 2567 มันคือการส่งสัญญานบวกอย่างชัดเจน
โดยหากจะวิเคราะห์ถึงความนิยมของคนไทยที่มีต่อแบรนด์รถยนต์สัญชาติใด ก็ต้องบอกว่า รถยนต์จากญี่ปุ่น อย่างโตโยต้า นั้นยังคงครองใจมหาชนอยู่เช่นเคย กับยอดจอง 10,872 คัน ครองแชมป์ในงานนี้ แต่หากนับไล่ลงไปถึงอันดับ 10 ก็พบว่า แบรนด์จากจีนสามารถเข้ามายึดหัวหาด “ท๊อปเทน” (Top 10) ได้มากถึง 7 แบรนด์ เหลือแบรนด์จากญี่ปุ่นที่ขึ้นท๊อปเทน ได้เพียง 2 แบรนด์ คือ ฮอนด้า และมิตซูบิชิ แน่นอนว่า ราคาที่เร้าใจ ดีไซน์ที่ทันสมัย และอุปกรณ์มาตรฐานที่ล้ำสมัย รวมถึงความคุ้นเคยกับรถยนต์จากจีนที่เพิ่มมากขึ้นบนท้องถนน ล้วนแล้วแต่เป็นมูลเหตุจูงใจให้ผู้ซื้อส่วนหนึ่งมีความมั่นใจที่จะตัดสินใจครอบครองรถยนต์หน้าใหม่เหล่านั้น
ส่วนเทรนด์การซื้อรถใหม่ของคนไทยนั้น แน่นอนว่า รถยนต์พลังไฟฟ้าหรือ BEV นั้นจะมีการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของเครือข่ายสาธารณูปโภคที่รองรับรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ จุดชาร์จไฟ ที่เพิ่มขึ้นอย่าต่อเนื่อง รวมไปถึงโครงสร้างสรรพสามิตที่จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 นี้ ที่จะมีการนำเอาเกณฑ์การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด รถที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อย หรือใช้พลังงานสะอาด จะเสียภาษีน้อยลง เมื่อเทียบกับรถเครื่องใหญ่หรือ ปล่อยมลพิษมากที่จะโดนมาตรการทางภาษีที่สูงขึ้น อันจะส่งผลกับราคาของรถยนต์ใหม่อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าก็ยังมีแนวต้านที่ชัดเจน เพราะยังมีผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมกับ การเปลี่ยนไปสู่พลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความพร้อมในเรื่องที่พักอาศัยที่ไม่สะดวกกับการใช้รถไฟฟ้า หรือผู้ที่มีความต้องการด้านระยะทางวิ่งที่ไกลและต่อเนื่อง
ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์เจ้าเก่า ทั้งหลาย ที่มีองค์ความรู้ด้านเครื่องยนต์ก็จะอาศัยข้อได้เปรียบด้านนี้มาใช้ แต่ได้ทำการปรับปรุงระบบเครื่องยนต์ของตัวเองให้มีความเป็น “ลูกผสม” หรือระบบ “ไฮบริด” ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง เครื่องยนต์สันดาป และระบบไฟฟ้า เพื่อลดมลภาวะ และลดการบริโภคพลังงาน ซึ่งจะตรงกับทิศทางของทางสรรพสามิต
ซึ่งในปัจจุบันเองรถยนต์แบบไฮบริดก็มีด้วยกันหลายรูปแบบ ทั้งที่เรียกว่า HEV ซึ่งเป็นรถไฮบริดดั้งเดิมที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดความจุต่ำ โดยพลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะถูกส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเสริมการทำงานของเครื่องยนต์เป็นบางช่วง
และอีกกลุ่มคือ PHEV หรือ “ปลั้กอินไฮบริด” รถกลุ่มนี้จะมีเครื่องยนต์ แต่ก็มีแบตเตอรี่ขนาดความจุกลางๆ (เมื่อเทียบกันรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือ BEV) และรถกลุ่มนี้สามารถเสียบปลั้กชาร์จไฟได้
ในกลุ่ม PHEV เองก็ยังมีการแยกย่อยออกไปเป็น 1. ยังใช้กำลังที่ส่งตรงมาจากเครื่องยนต์ไปยังชุดขับเคลื่อน แต่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า และ แบบที่ 2. เครื่องยนต์สันดาปทำหน้าที่เพียงปั่นไฟ ไปเก็บยังแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (ซึ่งเสียบปลั้กชาร์จไฟได้) และไฟฟ้าจากแบตเตอรี่นั้นจะถูกส่งไปยังชุดขับเคลื่อนที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ซึ่งจะมีคุณลักษณ์การขับเคลื่อนของรถไฟฟ้าเต็มๆ นั่นก็คือหากไฟฟ้าในแต่แบตเตอรี่ยังมีเยอะ เครื่องยนต์ก็จะไม่ทำงานเลย การขับเคลื่อนจะดึงไฟจากแบตเตอรี่เป็นหลัก ซึ่งการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้น จะมีจุดเด่นที่แรงบิดที่มาเต็มที่ตั้งแต่แรก มีความสั่นสะเทือนต่ำ รวมไปถึงการที่ไม่ต้องมีระบบเกียร์ที่ซับซ้อน รถจะขับเคลื่อนได้ต่อเนื่องนุ่มนวล ระบบที่ว่านี้คือ ระบบที่เรียกว่า EREV หรือ REEV ที่ย่อมาจาก Extended Range/ Range Extended Electric Vehicle หรือ รถไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทางวิ่ง ที่เห็นได้มากขึ้นจาก รถยนต์ที่มาจากประเทศจีน ซึ่งข้อดีของรถในกลุ่มนี้คือ ความซับซ้อนน้อยกว่าระบบไฮบริดแบบ PHEV
อีกระบบหนึ่ง ที่จะไม่พูดไม่ได้ก็คือ ระบบ อี-พาวเวอร์ (e-Power) จากค่ายนิสสัน ซึ่งทำงานคล้ายกับระบบ EREV/ REEV คือ เครื่องยนต์สันดาปจะทำหน้าที่ปั่นไฟ แต่การขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้า แต่แตกต่างกันที่ ระบบ อี-พาวเวอร์ จะใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็ก ดังนั้นเครื่องยนต์จะทำงานตลอดเวลา แต่การขับเคลื่อนจะมีแรงบิดที่ดี และไม่มีรอยต่อของระบบเกียร์ เหมือนรถทั่วไป
อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้คำว่าไฮบริดเหมือนกัน นั่นก็คือ “ไมล์ด ไฮบริด” (Mild Hybrid) ซึ่งมีด้วยกันหลายรูปแบบ แต่เป็นการเผยว่ารถคันนั้นใช้ มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กประกอบเข้ากับเครื่องยนต์ส่วนใดส่วนหนึ่ง อาทิ ใส่มอเตอร์เข้าไปที่แกนของเทอร์โบ (e-Turbo) เพื่อช่วยให้เทอร์โบเริ่มทำงานได้กระฉับกระเฉงขึ้น ลดอาการเฉื่อยของเทอร์โบ หรือในกรณีของรถกระบะรุ่นใหม่ของโตโยต้าอย่าง “ไฮลักซ์ ทราโว” (Hilux Travo) จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาทำหน้าที่ ISG (Integrated Starter Generator) คือ มอเตอร์ไฟฟ้าที่เข้ามาแทนที่ไดชาร์จ และไดสตาร์ต โดยสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากการชลอความเร็วได้อีกด้วย โดยมันสามารถเพิ่มพละกำลังเสริมให้กับเครื่องยนต์ให้ตอบสนองได้กระฉับกระเฉง การสตาร์ตเครื่องทำได้รวดเร็วและเงียบ โดยมันจะทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ระบบ 48 โวลต์ (รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบใช้แรงดันสูงถึง 400-800 โวลต์) แม้ว่าระบบไมล์ด ไฮบริด จะไม่ได้มีพละกำลังมากมาย แต่มันมีความซับซ้อนน้อย แบตเตอรี่มีขนาดเล็กและราคาถูก
แน่นอนว่า เทรนด์ในปัจจุบัน ผู้ผลิตทั้งหลายต่างทยอยนำเสนอระบบไฮบริด เพื่อรองรับผู้บริโภคกลุ่มที่ยังไม่พร้อมจะกับระบบไฟฟ้าเต็มตัว เห็นได้ชัดว่าแม้กระทั่งรถยนต์กระบะ ก็ยังต้องมีระบบไฮบริด ถึงจะเป็นแค่ไมล์ดไฮบริดก็ตาม หรือแม้แต่ รถระดับซุปเปอร์คาร์เองก็หนีการนำระบบไฮบริดเข้ามาร่วมด้วยไม่พ้น ดังนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ แม้แต่ผู้ที่เคยชูธงว่าเป็นผู้นำด้านรถไฟฟ้า ก็ยังจะต้องมีการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคด้วยระบบไฮบริด ไม่ว่าแบบใด แบบหนึ่ง
ดังนั้นถ้าปี 2569 นี้ คุณมีโอกาสให้เลือกมากมาย แถมการแข่งขันด้านราคาก็ยังพร้อมที่จะเปิดราคาแบบเร้าใจใส่กันเสมอ ดังจะเห็นได้จากแบรนด์ใหญ่จากจีน แต่หน้าใหม่ในบ้านเรา ก็ขอเปิดตัวรถขนาดคอมแพ็คพลังไฟฟ้าหน้าตาโหงวเฮ้งดีเอาเรื่อง ด้วยราคาระดับ 4 แสน! เรียกได้ว่าปีนี้คือ ปีแรกของยุค “พลังงานหลากหลาย” ที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย
แต่ถ้าจะให้ระวังก็คือ ระวังพ่อค้าหน้าใหม่ หัวใจสะออน ขายได้สักพักเขาอาจจะหันหลัง วิ่งหนีกลับบ้าน ทิ้งไว้แต่แพ ให้เราก็ได้นะขอรับ จะซื้อรถยนต์สักคัน ใจเย็นๆไว้ก่อน!



