กระแสการเลือกตั้งเดือด เมื่อ “บิ๊กโอ๋” พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก ได้แสดงความคิดเห็นว่า มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ใช้วาทกรรมด้อยค่ากองทัพว่า รบที่ไหนก็แพ้-ทหารมีไว้ทำไม ซึ่งวาทกรรมได้ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา  “คุณจะด่าทหารเลวคุณด่าไป แต่ทหารที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาสะดุ้งกับวาทกรรมด้อยค่าในขณะที่เขาไปทำหน้าที่ที่ชายแดน มันบั่นทอนความรู้สึก  อย่าด่าเหมารวม มันไปกระทบความรู้สึกความภูมิใจในอาชีพของทหารที่เหลือ”

ภาพจากเพจ ‘DOI RTA กรมข่าวทหารบก’

ทำให้มี สส.พรรคส้ม พรรคประชาชน (ปชน.) มาตอบโต้ อาทิ “สส.ใบพลู” นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ได้โพสต์ข้อความในโพสต์หนึ่ง มีใจความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การหยิบยกทั้งเรื่อง ม.112 และการกล่าวหาว่าพวกเราด้อยค่าทหารนั้น ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทุบทำลายพรรค ปชน. เพราะคนเหล่านี้กำลังหวาดกลัวยุคสมัยใหม่ที่พรรค ปชน.กำลังสร้าง  ยุคสมัยใหม่ที่ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้  ยุคสมัยใหม่ที่นักการเมืองทุจริต และข้าราชการผู้มีสี จะต้องชดใช้ต่อบาปกรรมที่ตนเองก่อขึ้น  ยุคสมัยใหม่ที่ทุนเทาซึ่งเคยเรืองอำนาจ ต้องหลบหนี ซ่อนตัว และถูกจับกุมยึดทรัพย์”

“ทอป” ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ผู้สมัคร สส.ระยอง พรรค ปชน. ได้แคปภาพข่าว พล.ท.ธีรนันท์ มาโพสต์ใน X พร้อมข้อความว่า “ทหารไม่ควรจะมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยเพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องวางตัวเป็นกลาง ผมว่าทางกองทัพบกควรตักเตือนห้ามปรามคนที่ออกมาทำหน้าที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองแบบนี้ เพราะถ้าต่อไป ทุกหน่วยงานราชการสามารถประกาศตัวสนับสนุนพรรคการเมืองหรือยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้บ้าง เพราะเห็นทหารทำได้ อันนั้นมันจะไม่ดี  

ภาพจากเพจ “ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ – Chutiphong Pipoppinyo”

ข้อบังคับว่าด้วยข้าราชการกลาโหมกับการเมือง ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามทหารมายุ่งกับการเมือง ตามกฎหมายของทหารเพื่อให้กองทัพต้องเป็นกลาง กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาล คนที่มายุให้ทหารไม่เคารพกฎหมายนี่คิดอะไรกันแน่”

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรค ปชน.โพสต์ว่า  เวลาที่ทหารไม่ดีบางคน ไปเกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็น กรณี GT200 กรณี Alpha-6 กรณีการทุจริตน้ำมัน หรือการกระทำความผิดอาญาต่อประชาชน อย่างในกรณีสลายเสื้อแดง  ประชาชนถึงวิพากษ์วิจารณ์ทหารเป็นวงกว้าง จนคล้ายกับว่าจะเหมารวม  สาเหตุหนึ่ง เป็นเพราะประชาชนไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรมของทหาร และเชื่อว่าระบบพวกพ้อง รุ่นพี่รุ่นน้อง จะสามารถช่วยให้ผู้ที่กระทำความผิดลอยนวลพ้นผิดได้อยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

ผมชวนให้ พล.ท.ธีรนันท์ มาร่วมมือกันในการปฏิรูปศาลทหาร ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร โดยให้นำเอาคดีทุจริตของกองทัพไปพิจารณาที่ศาลคดีอาญาทุจริต เฉกเช่นเดียวกับข้าราชการอื่นๆ และให้การกระทำผิดอาญาต่อประชาชน ถูกนำไปพิจารณาคดีที่ศาลยุติธรรม แทนศาลทหาร  จะทำให้ทหารที่ไม่ดีไม่กล้าที่จะกระทำทุจริต และประพฤติมิชอบ รวมทั้งทหารที่ดีก็จะได้สบายใจ ไม่ต้องมาคอยรับสายจากทหารที่ไม่ดี ที่เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือรุ่นเดียวกัน ที่โทรมาขอให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับคดีความ” นายวิโรจน์ โพสต์

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ เคยมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ในช่วงเดือน พ.ย.68 ปรากฏว่า ที่ประชุม กมธ.มีมติเสียงข้างมาก ให้คดีทุจริตและคดีอาญาที่ทหารกระทำต่อพลเรือน กลับไปที่ศาลทหารตามเดิม ตามข้อเสนอของนายธงทอง นิพัทธรุจิ กมธ.จากพรรคเพื่อไทย เรื่องนี้ทำให้ กมธ.สัดส่วนพรรค ปชน.ผิดหวัง

ส่วนบรรยากาศหาเสียง ที่มูลนิธิร่มไทร “หัวหน้าหนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย และคณะ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน และได้ชูนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และว่า โครงการนี้ยังไม่เพียงพอเพราะรถไฟฟ้าไม่ได้อยู่หน้าบ้านหรือหน้าปากซอย เรามีโครงการต่อเนื่อง คือเรื่องของการทำรถเมล์ให้เป็นรถเมล์แอร์ในราคา 10 บาทตลอดสาย  หากในอนาคตคนกรุงเทพฯ เดินทางจากบ้านมาถึงขึ้นรถเมล์ และไปต่อรถไฟฟ้า เดินทางไม่เกิน 60 บาทต่อวัน

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา” สำรวจระหว่างวันที่ 20-25 ธ.ค.68 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสงขลา  1,067 คน เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ในวันนี้ พบว่า  40.67%  ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)  24.18%  ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 12.56%  ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)  11.43%  ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรค ปชน.) 2.16%  ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) 1.78%  ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 1.41%  ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)  

พรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า  45.45%  ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์  19.49%  ยังไม่ตัดสินใจ 15.09%  ระบุว่าเป็นพรรค ปชน. 11.90%  ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย 2.16%  ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ  1.97% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย  1.78%  ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ และ  2.16% ระบุอื่น ๆ  

เมื่อถามว่า พรรคไหนที่จะเลือกแบบเขต พบว่า  44.42%  ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ 23.81%   ยังไม่ตัดสินใจ 13.96%  ระบุว่าเป็นพรรค ปชน.  10.87%  ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย  1.87%  ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ในสัดส่วนที่เท่ากัน  1.22% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ  1.98% ระบุอื่น ๆ         

“หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ ได้กล่าวขอบคุณชาวสงขลา จากผลสำรวจนิด้าโพล  ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพบการซื้อเสียง สส.ล่วงหน้า เพื่อให้ไปโหวตเลือกบุคคลชื่ออักษรย่อ “อ.” เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์พูดติดตลกว่า “มี อ.อ่างหลายคนนะ” จากนั้น กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้ไปถามเขาเอง สำหรับสิ่งที่ตนรู้มีแต่ในข่าว และยังไม่ได้คุยกัน

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่กับการโหมกระแสให้ประชาชนเลือกข้างในการเลือกนักตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คนไทยพอใจกับการที่กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีในเหตุการณ์ไทย-เขมร จากนี้ไปเป็นงานของรัฐบาลที่ยากขึ้นในเรื่องการต่างประเทศ  อยากให้ทุกพรรคการเมืองเอาใจช่วย และเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องดังกล่าว ไม่ควรแบ่งแยกหรือแข่งขันกัน

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง หลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 3 สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ  1,706 ตัวอย่าง เปรียบเทียบครั้งที่ 3 พบว่า จำนวนประชาชนที่คาดว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 38,307,548 คน (ครั้งที่ 1) เพิ่มเป็น 39,793,156 คน (ครั้งที่ 2) และเพิ่มเป็น 40,801,253 คน (ครั้งที่ 3) กลุ่มไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ ลดลงจาก 14,749,998 คน เหลือ 12,256,293 คน

ข้อมูลชี้ว่า 59.6% ของประชาชนเลือกทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน ขณะที่  31.8%  เลือกคนละพรรค  พรรคภูมิใจไทย ที่มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8.4 ล้านคะแนนเป็น 9.4 ล้านคะแนนในลักษณะนิ่งและนำ  พรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญจาก 7.5 ล้านคะแนน เป็น 7.9 ล้านคะแนน หลังเห็นชัดจากการมีแคนดิเดตนายกฯ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางจินตนาการของอนาคต  

ส่วนพรรค ปชน.  คะแนนเสียงเพิ่มจาก 4.5 ล้านคะแนนเป็น 4.7 ล้านคะแนน ส่วนหนึ่งมาจากประเด็นอารมณ์สาธารณะ โดยเฉพาะกรณี “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อถูกบูลลี่ในเรื่องส่วนตัวต่อเนื่อง มีความเห็นใจและรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม  

“ทีมข่าวการเมือง”