นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า การจะดำเนินการมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง ทำได้ง่ายเพราะเป็นของรัฐ แต่สำหรับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่มีเอกชนเป็นผู้รับสัมปทาน ต้องหาวิธีซื้อคืนสัมปทาน ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้เกิดเป็นเอกภาพ ระบบตั๋วร่วมสามารถเกิดขึ้นได้ โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี มอบกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันหาแนวทางการซื้อคืนที่ไม่กระทบหนี้สาธารณะ รวมทั้งแนวทางดำเนินการเรื่องตั๋วร่วม ค่าโดยสารต่อวัน และการคิดค่าโดยสารเป็นโซนนิ่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้ง 2 หน่วยงานกำลังทำงานร่วมกัน และเตรียมเสนอ ครม. พิจารณา แต่ประกาศยุบสภาก่อน จึงทำให้เรื่องนี้ยังไม่ได้เดินหน้าต่อไป แต่ยืนยันว่าหากตนได้กลับมาดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมอีกครั้ง จะผลักดันเรื่อง Single Ownership และศึกษาแนวทางการซื้อคืนรถไฟฟ้าเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาภายใน 3 เดือน จากนั้นภายในอีก 6 เดือนจะเสนอ ครม. ขออนุมัติดำเนินการซื้อคืนรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ไม่ได้บรรจุเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เพราะมองว่าเป็นนโยบายเดิมที่ได้ทำมาก่อนแล้ว ถือเป็นเรื่องที่จะดำเนินการต่อเนื่องอยู่แล้ว หากทำได้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพในการเดินทางให้กับประชาชนได้อย่างมาก
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นแนวทางในการดำเนินมาตรการฯ โดยเฉพาะการคิดค่าโดยสาร อาจพิจารณาแบ่งพื้นที่เป็นโซนนิ่ง(Zoning) เหมือนในหลายประเทศ อาจแบ่งเป็นโซน 1 และโซน 2 ซึ่งการคำนวณ และรายละเอียดเรื่องนี้ยังไม่แล้วเสร็จ หากจัดโซนนิ่งแล้วเสร็จ ค่าโดยสารแต่ละโซนจะไม่เกิน 40 บาท และจะใช้บัตร Europay Mastercard and Visa (EMV) Contactless Card เป็นตั๋วร่วม ซึ่งบัตรเดียวสามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้ทุกสาย แต่หากมีการเดินทางออกนอกโซน ต้องซื้อเพิ่มอีกโซน แต่รวมแล้วยังมีค่าโดยสารที่ถูกกว่าปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเวลานี้คนส่วนใหญ่มีที่พักไม่ไกลที่ทำงาน ก็จะไม่หลุดจากโซนนิ่งโซนเดียว มีเพียงคนส่วนน้อยที่นั่งระยะไกลทะลุโซน ก็ต้องจ่ายเพิ่มจาก 40 บาทเล็กน้อย

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท คงไม่สามารถนั่งได้ทั้งวันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยไม่จำกัดโซน ต้องมาพิจารณาว่าตลอดเส้นทางมีทั้งหมดกี่กิโลเมตร(กม.) และแบ่งเป็นโซนนิ่งอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังคิดต่อมาคือ การเชื่อมต่อรถไฟฟ้ากับรถโดยสารประจำทาง(รถเมล์) ซึ่งตนมองว่า รถไฟฟ้าเป็นกระดูกสันหลังของปลา ขณะที่รถเมล์ เปรียบเสมือนก้างปลา ที่จะไปรับผู้โดยสารจากซอกซอยมาส่งให้รถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งเสริม(ฟีดเดอร์) ทั้งนี้หากได้กลับมายืนยันว่าภายใน 4 ปี ประชาชนจะพกบัตรเดียวเป็นตั๋วร่วม ใช้ได้ทั้งรถไฟฟ้า และรถเมล์แน่นอน โดยรถเมล์ปรับอากาศ จะมาดูราคาที่เหมาะสม น่าจะไม่เกิน 15 บาท
ผู้สื่อข่าวถามว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สัญญาสัมปทานจะหมดในปี 2572 ทำไมถึงไม่รอให้หมดสัมปทานก่อน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากไม่ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เหมือนกับรถไฟฟ้าสายอื่น ประชาชนก็ต้องจ่ายค่าโดยสารปกติ และกระทรวงคมนาคมก็จะโดนตั้งคำถามว่า เหลือสัมปทานอีกไม่กี่ปีทำไมไม่ซื้อ ดังนั้นจะต่อรองราคาให้ถูก และให้สมน้ำสมเนื้อกับรายได้ที่เอกชนควรได้รับ อาทิ เหลืออีก 3-4 ปี มูลค่าอาจเหลือ 1-2 หมื่นล้านบาทก็ได้ โดยราคาที่จะซื้อคืนต้องนำจำนวนผู้โดยสารที่เดินทาง ที่เอกชนต้องได้รับ และระยะเวลาสัมปทานที่เหลือ มาคำนวณในการซื้อคืน และมาเจรจากัน ไม่ใช่ซื้อแบบหลับหูหลับตา.



