กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองไม่กะพริบตา สำหรับกรณีหนุ่มหล่อขั้นเทพ “โดม ปกรณ์ ลัม” ที่มีประเด็นดราม่าคอมเมนต์คุกคามทางเพศ “จินนี่ ยศสุดา” จนกลายเป็นคดีความใหญ่โต ล่าสุด “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ได้ออกมาเปิดใจในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ เปลี่ยนแปลงกฎหมายคุกคามทางเพศฉบับใหม่ ที่เจ้าตัวผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่ง บุ๋ม ปนัดดา เปิดใจถึงความรู้สึกแรกที่เห็นข่าวว่ายอมรับว่าตกใจจนต้องขยี้ตาดู เพราะเพิ่งจะเจอกับหนุ่มโดมที่มาบริจาคของที่มูลนิธิ แต่เมื่อหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเจ้าตัวกระทำจริง ก็มองว่าควรต้องออกมายอมรับผิดและขอโทษสังคม เพราะไม่มีใครควรถูกคุกคามแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือลูกหลานคนดังก็ตาม โดย บุ๋ม เผยว่า

“เรื่องกฎหมายบุ๋มอยู่ในคณะกรรมาธิการ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ปี 67 ลุ้นอยู่ว่ากฎหมายจะผ่านทันหรือไม่ทัน เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล บุ๋มทำงานตรงนี้มาตั้งแต่ปี 57 นี่คือคณะกรรมาธิการ หรือกฎหมายร่างที่ 5 หรือ 6 ของบุ๋มแล้วเนี่ย ตั้งแต่บุ๋มอยู่แล้วเปลี่ยนแปลงกันมา แต่ในกฎหมายตัวนี้ก็ทำให้มันทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับ น้องๆในกลุ่ม LGBTQ เขียนชัดได้ว่าถ้าเป็นอวัยวะเพศแบบผ่าตัดแปลงเพศมา ถ้าเกิดมีการโดนข่มขืนก็คือข่มขืน การตีความระหว่างคำว่าข่มขืนกับล่วงละเมิดหรืออนาจาร มันมีความละเอียดอ่อน แต่ในความรู้สึกของน้องกะเทยทั้งหลาย เขาก็บอกว่า หนูไม่เต็มใจให้ผู้ชายคนนี้มีอะไรด้วยมันก็คือข่มขืน แต่ทำไมตำรวจสมัยก่อนบอกว่า กะเทยก็คือผู้ชายของปลอม ไม่ได้เสียหายขนาดนั้นก็เป็นอนาจารแล้วกัน ซึ่งไม่เข้าใจสภาพจิตใจน้องๆ ตรงนี้เราก็เลยต้องปรับ กลับเพื่อให้เขาถึงตัวน้องๆ และเคสที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงแบบชาย-ชายด้วย จริงๆการคุกคามทางเพศมันเป็นเคสที่เกิดขึ้นจริงที่บุ๋มรับมา จะเคสในสถานที่ทำงาน เจ้านายผู้ชาย มีการบอกว่าใส่ชุดอย่างนี้เห็นหน้าอกชัดจังเลย ตัวน้องเขาจะไปทำงานได้ยังไง ในเมื่อเขาโดนคุกคามแบบนี้ แต่เขาก็ต้องไปเพราะมันคืองาน คือเงินของเขา เขาไม่ควรโดนแบบนี้ บางทีมีส่งข้อความมาด้วยมันถึงต้องแบ่ง เป็นขั้นเป็นตอน ที่ผ่านมาพยายามปรับให้มันทันสมัยมากขึ้น ตั้งแต่ปี 57 ตั้งแต่ค่าปรับข่มขืนแค่ 8,000 บาท ขอให้เป็น 80,000-400,000 บาท พอปี 58 ข่มขืนจำคุก ก็เลยขอว่าถ้าจำคุกไปแล้ว ศาลท่านสั่งไปแล้วเนี่ย ถ้าข่มขืน 5 ประเภท ก็จะไม่ได้อภัยโทษอีกต่อไป ก็คือข่มขืนแล้วฆ่า , ข่มขืนโดยใช้อาวุธร้ายแรง, ข่มขืนเยาวชน,  ข่มขืนคนในสันดานอย่างเช่นพ่อข่มขืนลูก ลุงข่มขืนหลาน แล้วก็ข่มขืนซ้ำ ทำแล้วก็ทำอีก พวกนี้จะไม่ได้รับการอภัยโทษก็ผ่านไปแล้วเมื่อปี 58 ที่บุ๋มทำ” 



“แต่ก่อนเวลาทำกฎหมายเราจะจับใครผิดสักคนนึงมันไม่ง่ายนะ คุณต้องไปแจ้งความ บางทีตำรวจก็มองอย่างหนึ่งไอ้บทความคำว่าคุกคาม ตำรวจมองอย่างนึง ทนายความมองอย่างหนึ่ง อัยการมองอย่างหนึ่ง ผู้พิพากษามองอีกอย่างหนึ่ง แม้กระทั่งนักสิทธิมนุษยชน หรือ องค์กรอย่างเรา ก็มองอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องเอามาประชุมร่วมกันว่าคำพูดที่เขียนในสภากันเนี่ย มันมองและตีความแบบเดียวกันไหม จากจุดนั้นก็เลยกลายมาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากขึ้น ก็เลยกลายมาเป็น เรื่องคุกคามที่เป็นทั้งวาจา การกระทำ คำพูดและข้อความ ก็คือมาเป็นของปีนี้ ที่แม่ดำเนินการต่อเนื่องจากปีนั้น”


“อย่างเคสล่าสุด โดม ปกรณ์ ลัม ไม่คิดว่ากฎหมายจะดังขนาดนี้ ปัญหาก็คือ เพิ่งเจอน้องโดมด้วย น้องโดมก็เพิ่งมาบริจาคของที่มูลนิธิด้วย บุ๋มเชื่อว่าครั้งแรกที่เห็นข้อความ ทุกคนก็น่าจะตกใจ ว่าโดมจริงหรือเปล่า เฟซจริงไหม น้องเขียนจริงหรอ หรือเป็นเฟซปลอม ก็ขยี้ตาก่อนเหมือนนักข่าวทุกคน เพียงแต่ว่าในเมื่อทำจริงเขาก็ควรขอโทษ ก็ควรต้องยอมรับผิด ถ้าบุ๋มในฐานะที่เป็นแม่ แล้วถ้าลูกสาวบุ๋มโดนแบบนี้ ยังไงบุ๋มก็ต้องออกมาปกป้องลูก ยังไงก็ออกมาปกป้อง คุ้มครองคนที่ถูกกระทำ เพราะว่ามันไม่มีใครควรที่จะโดนแบบนี้ คนดังหรือไม่คนดังจะมีผลต่างกันไหม บุ๋มว่าสมัยนี้ยิ่งดังยิ่งเสีย บุ๋มเชื่อว่าข้อความแบบนี้ไม่ได้มีแค่อันนี้อันเดียว มันมีข้อความแบบนี้เยอะมากในโซเชียล บุ๋มเองก็ยังโดนจนถึงทุกวันนี้ ถ้าเกิดกระทำผิดก็ต้องยอมรับผิด บุ๋มไม่แน่ใจว่าการมองของการกระทำความผิดในครั้งนี้ มันจะผิดไปถึงขั้นไหน แต่บุ๋มเชื่อว่ายังไง โดมเขาคงได้รับผลของเขาอย่างเต็มที่อย่างแน่นอน เพราะมีคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง บุ๋มบอกว่าเขาได้รับผลกระทบหนักอย่างเต็มที่ในแบบที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว มันก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย มันไม่ใช่สำหรับน้องโดมคนเดียว ใครก็ตามที่ไปคุกคามคนอื่น ก็ต้องโดนค่ะ”

“มีความเป็นไปได้หลายอย่าง ถ้าศาลมองว่า โดม มีการสำนึกผิดอย่างจริงใจ มีการรีบเอากระเช้าไปขอโทษ แล้วพยายามจะขอโทษอย่างจริงใจอีก โดม เองอาจจะมาสารภาพกับศาลว่าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมเมาครับหรืออะไรก็ตาม ศาลท่านก็อาจจะแค่รอลงอาญา แต่ถ้าทำอีกดังเลยนะ แก้ตัวไม่ทันแล้วนะ ในส่วนของเรื่องเก่าๆขึ้นอยู่กับว่าทนายเอาไปพ่วงด้วยหรือเปล่า ศาลท่านก็จะพิจารณาตามหลักฐานที่ทนายยื่น ขึ้นอยู่กับทนายของน้องจินนี่ว่า ทนายเอาหลักฐานอื่นๆว่าพฤติกรรมของน้องโดมเป็นแบบนี้ต่อเนื่องหรือเปล่าแต่ถ้าไม่เอาแค่อันนี้ก็อาจจะแค่ลองลงอาญา ทั้งหมดบุ๋มไม่กล้าวิจารณ์เพราะผมไม่ใช่ศาล บุ๋มไม่รู้ว่าทนายของน้องจินนี่จะยื่นหลักฐานอะไรไปบ้าง” 

ขอบคุณภาพจาก: boompanadda,Dome Pakorn Lam