จากกรณี จ.ส.อ.ปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อย ร.6021 ถูกสะเก็ดระเบิดจากกระสุนปืน ค. ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนขวา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณเนิน 469-ฐานภูมิมะละกอ ในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ม.ค. โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า “ทหารเมา” ทำปืนลั่นตกมายังฝั่งไทย จนกระทั่งมีการแถลงเป็นเอกสารของฝั่งกัมพูชาระบุว่า กองกำลังของกัมพูชา ได้ดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ฐานที่ตั้งและทำความสะอาดโดยการเผาขยะภายในเขต ระหว่างนั้นได้เกิดเหตุระเบิดของกระสุนชนิด DKZ ที่ตกค้างอยู่ในกองขยะ ส่งผลให้ทหารกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและเล็กน้อยรวม 2 คน 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมาแล้วกว่า 1 วัน แต่คนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่แนวเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างไม่เชื่อในคำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา จึงได้เร่งรีบเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรนำออกมาขายโดยเร็วที่สุด เพื่อเอาไว้เป็นทุนสำรองหากต้องได้อพยพรอบ 3 

โดย นางชุติการณ์ แก้วพวง อายุ 59 ปี ชาว ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด เกษตรกรปลูกยางพารา บอกว่าตอนนี้กรีดยางได้เท่าไหร่เอามาขายให้หมด เอามาเป็นทุนหากต้องอพยพอีกรอบ ยอมรับว่ายังกังวลหลังผู้ใหญ่บ้านลงเหตุการณ์ในไลน์กลุ่ม เช่นเดียวกับนางสำรวม ดวงสิงห์ อายุ 48 ปี ชาว ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ตนทำสวนยางพารา 4 ไร่ จึงเร่งเอายางก้อนมาขาย เพราะเกรงว่าจะมีการปะทะกันเป็นรอบที่ 3 ต้องตุนเอาเงินก้อนเอาไว้ก่อน เพราะการอพยพทุกครั้งต้องมีค่าใช้จ่าย

ด้าน นายไพรวัลย์ ชะวูรัมย์ อายุ 56 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนเคยเป็นทหารมาก่อน ลูกปืน ค. ที่ตกมาใส่ทหารไทย จากการเผาขยะตามที่เขมรกล่าวอ้าง ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ มันจะแม่นอะไรขนาดนั้น ที่พุ่งข้ามมาใส่ทหารไทยได้ จะเชื่อได้อย่างไรทหารเขมร ประกาศหยุดยิง ตนคิดว่าน่าจะเป็นการต่อลมหายใจเพื่อเสริมกำลัง เติมอาวุธ ก่อนเข้าประชิดชายแดนมากกว่า.