พระมหาใจ เขมจิตฺโต ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ได้โพสต์ภาพกรณีที่มีทนายชื่อดังเสนอกฎหมายให้ “พระแต่งงานได้ แก้ปัญหาสีกาตบทรัพย์” พร้อมข้อความ ผ่านเฟซบุ๊ก จ.เขมจิตต์ ว่า ธรรมวินัย อยู่เหนือกฎหมาย ภิกษุเสพเมถุน (มีเพศสัมพันธ์กับหญิงและชาย) โดยที่สุด แม้สัตว์เดรัจฉาน ต้องอาบัติปาราชิก คือ “ขาดความจากความเป็นพระ ในพุทธศาสนา” ข้อนี้เป็นความรู้สามัญของชาวพุทธทั่วไป
ในอาบัติสังฆาทิเสส มีโทษที่ต้องอยู่ปริวาสกรรม (คล้ายๆ ถูกจำคุก คือจำกัดพื้นที่และสิทธิ์ในบางประการ แม้จะมีพรรษามาก) บางข้อไม่เกี่ยวโดยตรงเช่น ข้อ 1 ส่วนข้อที่เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสตรีไม่ถูกต้องโดยตรง คือ ข้อ 2 ถึงข้อ 5 เกี่ยวโดยตรง ทั้งกายและวาจา ได้แก่การถูกต้องอวัยวะ การพูดวาจาหยาบ พูดให้บำเรอกาม พูดชักสื่อให้ชายหญิงเป็นสามีภรรยากัน เป็นต้น อาบัติหมวดอื่น เช่น ปาจิตตีย์ เพียงแค่นอนร่วม ไม่ได้ทำอะไร ก็เป็นอาบัติ อยู่ในที่ลับ อยู่บนที่นั่งเดียวกัน ก็ต้องอาบัติ เป็นต้น จำต้องระวังแม้กระทั่งการแสดงธรรม จะต้องกล่าวไปใยถึงกฎหมายพิเรนทร์ที่คิดทำนั้น
กรณีการทำผิดของผู้มาขออุปสมบทแล้ว ปฏิบัติตามวินัยไม่ได้ ละเมิดสิกขาบทปาราชิกทุกข้อ ไม่ใช่เพียงข้อ 1 ไม่มีกรณีให้ยกเว้นได้ มีแต่ต้องลาสิกขา ออกจากวินัยไปเป็นฆราวาส เท่านั้น ย้ำว่าไม่มีข้อยกเว้น
แม้กฎหมายใดๆ บุคคลใดๆ กลุ่มบุคคลใดๆ ในโลกนี้ ก็มิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ผู้คิดเปลี่ยนแปลงมิใช่ผู้เข้าใจหลักของพุทธศาสนา ทางแก้มีบัญญัติไว้แล้ว มิใช่ไม่มี ปัญหาคือ ผู้แก้ และวิธีแก้ ได้แก่การปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
แม้แต่พระถูกทำลาย ทำร้าย ถูกวางแผนเป็นขั้นตอนหลายปี มีแม้กระทั่งกระบวนการผู้ร่วมกระทำผิดชัดเจน ยังไม่มีการสอบสวนเชิงลึก เพื่อหาแรงจูงใจ ตามที่ปรากฏว่ามีการร่วมกันกระทำผิดนั้น แต่จะหาวิธีให้ผิดยิ่งกว่าเดิม นับเป็นเรื่องแปลก
บางวิธีเป็นปมของสังคมที่แก้ยังคลายถึงปัจจุบัน เช่น เรื่องยาบ้า จับไม่หมด ก็เปลี่ยนชื่อจากยาม้า เป็นยาบ้า ผู้ค้าจำนวนน้อย ก็เปลี่ยนเป็นผู้เสพ จึงไม่อาจแก้ไขได้ เพราะปัญหาจริงๆ ก็รู้กันอยู่ แต่ไม่แก้ คือสังคมรู้จักผู้ขายตัวจริง แต่ไม่จับ ดังนี้เป็นต้น
ในกรณีนี้ก็เช่นกัน คิดแบบ “ไม่รู้จักทางออก” แต่ “เดินเข้าหาทางตัน” กลายเป็นวิธีใหม่ที่ผิดมากกว่าเดิม ยิ่งทำให้สังคมสับสนและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ในทางรับรู้หรือไม่ควรแม้แต่จะแลกเปลี่ยนความเห็น
ธรรมวินัยไม่เหมือนกฎหมายฝ่ายโลก ที่เอนไปตามอำนาจ “บุคคลผู้มีกิเลส” ธรรมวินัยนั้น เหนือกว่ากฎหมาย เพราะเป็นที่มาของกฎหมายทุกข้อ (แม้ผู้อยู่ใต้กฎหมายจะไม่ทำตาม) เพราะเป็นวิธีจัดกรอบให้ปฏิบัติเพื่อไปสู่ความหมดกิเลส ตัณหา ไม่ใช่ถอยหลังกลับ
ผู้เลือกจะอยู่ในอุดมเพศ ที่ควรแก่กราบไหว้ ถ้าเพียงเรื่องแค่นั้นยังหยุดไม่ได้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับฆราวาส ที่ไม่จำเป็นต้องฝึกตน เมื่อเข้าสู่ท่ามกลางสงฆ์ประกาศตนเป็นพระภิกษุแล้ว มีวิธีเดียว คือ พากเพียรปฏิบัติตามให้ดีที่สุด เมื่อทำไม่ได้ ไม่จำต้องมีสิ่งใดบังคับให้ละอาย ควรออกจากวินัยเองเพื่อฝึกตนในฐานะฆราวาส ก็เท่านั้น ส่วนผู้รู้กฎหมาย ถ้าคิดได้เท่านั้น ก็อย่าคิดเลย



