“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามภาพสถานการณ์กับ น.ส.อารีภักดิ์  เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. พบหลายมิติมีอัตราเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อน 2 นัยให้ตีความคือ การข่าวและการทำงานดีขึ้น หรือคนเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้น จนต้องผลิตหรือนำเข้ามากขึ้นหรือไม่ ในส่วน ป.ป.ส. พยายามอุดช่องโหว่ให้ผลการปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางสภาพที่ชนกลุ่มน้อยรอบประเทศยังคงค้ายาเสพติดผ่านไทย นำเงินไปซื้ออาวุธ และสู้รบ กรณีวัยรุ่นสร้างตัว ที่มักเข้าไปเกี่ยวข้องธุรกิจพนันและยาเสพติด และผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับซุกต่างประเทศ แต่ยังคอยบงการค้ายาเสพติดเบื้องหลัง

ทั้งนี้ ฉายภาพสถิติจับยาเสพติดประเภทหลัก ช่วงระหว่าง ปี 64-68 ปรากฏ ยาบ้า ไอซ์ และคีตามีน เพิ่มขึ้นแบบ “ก้าวกระโดด” ดังนี้

“ยาบ้า” เริ่มมีแนวโน้มการลำเลียงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 66 และสูงสุดในปี 67 ต่อเนื่องถึงปี 68 โดยอยู่ระดับ มากกว่า 1,000 ล้านเม็ด ตลอด 5 ปี พบปีละประมาณ 755 ล้านเม็ด ปัจจัยสนับสนุนช่วง “พีค” ในปี 67 ต่อเนื่องปี 68 ได้แก่

1.การสู้รบที่ส่งผลต่อการขยายตัวของแหล่งผลิตยาเสพติดในรัฐฉาน เมียนมา พื้นที่สู้รบส่วนใหญ่ตั้งอยู่นอกเขตแหล่งผลิต จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตในพื้นที่ ขณะที่รัฐฉานยังเป็นจุดที่ทหารและตำรวจเข้าไม่ถึง จึงกลายเป็นแหล่งผลิต และระบายออกเข้าไทยที่เป็นตลาดหลักยาบ้า

2.การเข้าถึงกาเฟอีน ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญผลิตยาบ้า ผู้ผลิตในรัฐฉานต้องจัดหาจากประเทศต้นทางอย่าง จีนและอินเดีย ห้วงปี 66-68 พบการนำเข้ากาเฟอีนสูงต่อเนื่อง โดยไทยถูกใช้เป็นทางผ่านลำเลียงออกไปแหล่งผลิตในเมียนมา

3.บุคคลหลบหนีหมายจับ ตัวแปรสำคัญที่มีบทบาทจัดหาสู่แหล่งพักในไทย ตั้งแต่ปี 64 เป็นต้นมา เริ่มพบการหลบหนีออกไปเคลื่อนไหวในแหล่งผลิต อาศัยความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ที่สั่งสมจากการค้าขายกับตัวแทนแหล่งผลิตจนเกิดความไว้วางใจและสามารถจัดหาได้ครั้งละจำนวนมาก

4.โครงสร้างการค้าตามแนวชายแดนมีบทบาทสำคัญต่อการนำเข้ายาเสพติดทุกประเภทเข้าไทย อาศัยศักยภาพของกลุ่มการค้าชายแดนที่มีโครงสร้างเข้มแข็ง เช่น ภาคเหนือ ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับชาวบ้านในหมู่บ้านฝั่งตรงข้าม ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามหมู่บ้านชายแดนมีความเป็นญาติกับนักค้าฝั่งลาว กลุ่มการค้าทั้งสองภูมิภาคต่างทำหน้าที่ประสานการลำเลียงเข้ามา

ทั้งยังคงมีศักยภาพสูงและไม่ถูกลดทอน และมีความพยายามส่งต่อการค้าจากรุ่นสู่รุ่น โดยรุ่นเก่ายกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ส่วนรุ่นลูกและรุ่นหลาน ยังคงสานต่อบทบาทประสานการนำข้าม และนำส่งยาเสพติดให้กับกลุ่มค้าในพื้นที่ตอนในของประเทศ

5.การเชื่อมโยงเครือข่ายในทุกระดับ ตั้งแต่คนสั่งการนอกประเทศซึ่งเป็นเจ้าของแหล่งผลิต ผู้หลบหนีหมายจับ นักค้าระดับใหญ่ที่ควบคุมพื้นที่ระดับภาค นักค้าระดับจังหวัด นักค้าระดับรายส่ง และนักค้าระดับรายย่อย โดยมีระบบการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยสนับสนุน

ทั้งนี้ ผู้สั่งการในระดับบนมักไม่ใกล้กับยา ผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นเพียงนักค้าระดับรายส่ง รายย่อย และผู้ลำเลียง ประเด็นที่น่ากังวล คือ การขยายตัวของนักค้าระดับรายย่อยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ได้รับแรงจูงใจจากตัวอย่างบุคคลที่ค้ายาเสพติดแล้วฐานะดีขึ้นรวดเร็ว หรือเรียกว่า “วัยรุ่นสร้างตัว” รวมถึงกลุ่มคนว่างงานซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงถูกชักชวนเข้าสู่วงจร

6.การขยายตัวของระบบโลจิสติกส์ทุกประเภท โดยเฉพาะระบบขนส่งเอกชนที่ขยายสาขาทั่วประเทศ กลุ่มค้าจากชายแดนพยายามส่งผ่านช่องทางนี้ จากเดิมปี 64-66 มีไม่มากนักแค่หลักแสนเม็ด แต่ปี 67-68 เริ่มเห็นปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 500,000-1,000,000 เม็ดขึ้นไป และเพิ่มวงรอบความถี่การจัดส่ง ต้นทางที่พบคือ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ปลายทางภาคใต้เป็นส่วนใหญ่

7.แหล่งพักยาเสพติดกระจายทั่วประเทศ  พบแหล่งพักขนาดใหญ่ลักษณะโกดัง หรือศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ภาคกลางหลายแห่งเชื่อมโยงบุคคลหลบหนีหมายจับ จากเดิมพบมากใน กทม.และปริมณฑล แต่ปี 67 เป็นต้นมา ขยายไปบริเวณจังหวัดภาคกลางที่เชื่อมต่อเส้นทางจากภาคเหนือตอนล่าง เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดที่เชื่อมต่อจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สระบุรี โดยพระนครศรีอยุธยายังคงเป็นแหล่งพัก เพราะใกล้ กทม.

นอกจากนี้ ยังพบแหล่งพักในภาคใต้ตอนบน เช่น สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช และภาคใต้ตอนล่าง เช่น สงขลา ซึ่งใช้เป็นจุดพักก่อนกระจายไปยังพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

และ 8.การทุ่มตลาดยาเสพติด สะท้อนจากที่กลุ่มจัดหานอกประเทศรวบรวมยาบ้าจำนวนมากตั้งแต่ 1,000,000 เม็ดขึ้นไป ผลักดันเข้าไทยเพื่อให้คุ้มค่าขนส่ง โดยนำมาพักเก็บเพื่อจำหน่ายแก่เครือข่ายนักค้าทุกระดับ ส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายซื้อได้จำนวนมากและเข้าถึงนักค้ารายใหญ่ได้โดยตรง ผู้เสพมีทางเลือกมากขึ้นจนเกิดการแข่งขันราคาและทำให้ราคายาบ้าลดลงจากเดิมเม็ดละ 100 บาท เหลือเฉลี่ย 20-30 บาท สะท้อนการเปลี่ยนแปลงกลไกตลาดที่เอื้อต่อการเข้าถึง

ขณะที่ “ไอซ์” ก็มีทิศทางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับยาบ้า โดยชัดเจนตั้งแต่ปี 66 ที่พบจำนวน 25 ตัน และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 68 จำนวน 57.8 ตัน สาเหตุการเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดทั้งที่ไทยเป็นเพียงทางผ่าน มีดังนี้

1.การลำเลียงสารเคมีเข้าสู่ภูมิภาคช่วงสงครามเมียนมา แม้ด่านชายแดนจีน-เมียนมาปิด แต่ยังมีเส้นทางจากอินเดีย ลาว และไทย ทำให้สารเคมีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล  

2.ความต้องการในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียที่มีผู้ใช้จำนวนมาก และมีเครือข่ายชาวจีนและไต้หวันดำเนินการจัดหาและจำหน่ายซึ่งอาจเชื่อมโยงอาชญากรรมอื่น เช่น การพนันออนไลน์

3.ส่วนต่างราคาที่สูงมาก ไอซ์ในไทย ราคา กก.ละ 250,000-300,000 บาท แต่เมื่อส่งออกไปเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย กลับราคาสูงถึง 1.5-2 ล้านบาท

ส่วน “คีตามีน” มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับไอซ์  เริ่มตั้งแต่ปี 66 จำนวน 4.9 ตัน และสูงสุดในปี 68 จำนวน 6 ตัน เฉลี่ยตลอด 5 ปี พบเข้าไทยปีละ 3.8 ตัน ร้อยละ 90 มีปลายทางนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมักถูกตรวจยึดได้ควบคู่กับไอซ์ การเพิ่มขึ้นของคีตามีนมีสาเหตุและปัจจัยเช่นเดียวกับไอซ์ แต่มีนัยสำคัญเพิ่มเติม คือการถูกนำไปใช้เป็นสารเสพติดตั้งต้นในการผสมกับสารเสพติดประเภทอื่นหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

ทั้งนี้ เพื่อสร้างสารเสพติดชนิดใหม่ที่เรียกว่า Cocktail Drug สะท้อนแนวโน้มพฤติกรรมผู้เสพที่นิยมการเสพแบบผสมมากขึ้น

สุดท้าย “เฮโรอีน” มีทิศทางเพิ่มขึ้นไม่ก้าวกระโดด ปี 64 มีปริมาณสูงสุด 4.5 ตัน จากนั้นเริ่มลดลงและอยู่ในสภาวะทรงตัวตั้งแต่ปี 65-68 เฉลี่ย 5 ปี ตรวจยึดปีละ 1.9 ตัน ส่วนใหญ่ถูกลำเลียงไปยังตลาดนอกภูมิภาค ในไทยยังพบการแพร่กระจายเป็นบางส่วนในกลุ่มผู้เสพชาวจีนดั้งเดิม และเยาวชนในพื้นที่ กทม. กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตาม แม้ปริมาณเฮโรอีนที่ตรวจยึดได้ในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับยาเสพติดชนิดอื่น แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ การแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนไทยที่มีพฤติกรรมเสพในรูปแบบ เช่น โรยกับบุหรี่ การฉีดเข้าเส้น หรือฉีดบริเวณซอกเล็บ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตทั้งสิ้น.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน