“ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี” เพิ่งผ่านไปในวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา เป็น 1 ใน 10 ไฮไลท์ ติดลิสต์ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าชมที่สดร.คัดสรร และนอกจากปรากฏการณ์ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกยังมีปรากฏการณ์เด่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ “ดวงจันทร์” ชวนสังเกตท้องฟ้ากว้าง ชวนดูดาวที่ส่องแสงสว่างสวยงามประดับท้องฟ้าฤดูหนาว

นำเรื่องน่ารู้ ชวนโฟกัส “ดวงจันทร์”และปรากฏการณ์ท้องฟ้าน่าติดตามในปีนี้ โดย ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าชมในปีนี้ หากโฟกัสที่ดวงจันทร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาดวงจันทร์ถือว่ามีความโดดเด่น โดยปีนี้โครงการอาร์ทิมิส นาซามีกำหนดการส่งนักบินอวกาศเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีที่มนุษย์เดินทางกลับไปที่ดวงจันทร์อีกครั้ง
“ในการเดินทางกลับไปครั้งนี้ศึกษาหลายเรื่องทั้งศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้งสเตชั่นบนดวงจันทร์ เพื่อนำมนุษย์เดินทางไปไกลกว่าดวงจันทร์ ไปถึงดาวอังคารได้ในอนาคต รวมถึงประเทศไทยเราเองมีความร่วมมือกับประเทศจีนใน โครงการฉางเอ๋อ 7 ศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับดวงจันทร์เช่นกัน และไทยได้สร้างอุปกรณ์ไปติดตั้งบนยานสำรวจฉางเอ๋อ 7 ที่จะไปดวงจันทร์เช่นกัน” เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการศึกษาดวงจันทร์ที่น่าติดตาม ที่จะมีขึ้น

ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ คุณศุภฤกษ์ อธิบายอีกว่า สำหรับปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เด่นที่เกี่ยวเนื่องกับดวงจันทร์ ที่จะมาถึงคือ จันทรุปราคาเต็มดวง โดยจะมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมซึ่งตรงกับ วันมาฆบูชา โดยปรากฏการณ์ครั้งนี้จะเริ่มสังเกตได้นับแต่ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:23 น. ดวงจันทร์จะเริ่มเป็นสีแดงอิฐช่วงที่ดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดของโลก มองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐเวลาประมาณ 19:02 น. จากนั้นดวงจันทร์จะปรากฏสว่างขึ้นบางส่วนและค่อย ๆ ออกจากเงามืดของโลก
“ในระหว่างเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก แสงอาทิตย์ที่ผ่านชั้นบรรยากาศโลกจะเกิดการกระเจิง แสงสีฟ้าและสีที่มีความยาวคลื่นสั้นจะถูกกระเจิงออกไป เหลือเพียงแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่า หักเหไปตกกระทบดวงจันทร์และสะท้อนกลับมายังโลก ช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐ หรือ Blood Moon และปรากฏการณ์จันทรุปราคาครั้งนี้ สามารถสังเกตได้จากหลายพื้นที่ทั่วโลก”

ส่วนปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เป็นไฮไลท์นับแต่ต้นปี ที่เพิ่งผ่านไปคือ ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก เป็นช่วงที่ดาวพฤหัสบดีเข้ามาใกล้โลกเรามากที่สุดในรอบปี สำหรับปรากฏการณ์นี้หากใครมีกล้องดูดาวจะมีโอกาสเห็นรายละเอียดของดาวดวงนี้เด่นชัด เห็นจุดพายุหมุน จุดแดงใหญ่ บนดาวพฤหัสบดี ทั้งเรียนรู้ดูดาวได้ยาวนาน โดยช่วงนี้หากมองไปบนท้องฟ้านับแต่หัวค่ำจะพบดาวดวงหนึ่งที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า สีออกเหลืองส้มซึ่งก็คือ ดาวพฤหัสบดี
ส่วนการสังเกตการณ์ดูดาวพฤหัสบดีหลังจากวันที่ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกผ่านไป ก็ยังมองเห็นต่อเนื่องได้ แต่ความสว่างของดาวพฤหัสบดีจะลดน้อยลงทีละน้อย แต่อย่างไรก็ตามยังคงเป็นดาวเด่นสว่างสวยงามประดับฟ้ายามค่ำคืน ที่น่าชม นอกจากนี้ปรากฏารณ์ดาราศาสตร์เด่นๆของปีนี้ที่คาดว่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจได้มากก็คือ “ฝนดาวตก”

“ในปีนี้จะได้ชม ดังเช่นเดือนเมษายน วันที่ 22 – 23 เมษายน จะมี ฝนดาวตกไลริดส์ คาดอัตราการตกสูงสุด 18 ดวงต่อชั่วโมง จากนั้นมี ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ อัตราการตกสูงสุด 100 ดวงต่อชั่วโมง ในเดือนสิงหาคม วันที่12 – 13 สิงหาคม ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ อัตราการตกสูงสุด 20 ดวงต่อชั่วโมง วันที่ 21 – 22 ตุลาคม ขณะที่ ฝนดาวตกทอริดส์ใต้ ฝนดาวตกทอริดส์เหนือ สังเกตการณ์ได้ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนในวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน มี ฝนดาวตกลีโอนิดส์ อัตราการตกสูงสุด15 ดวงต่อชั่วโมง และที่เป็น ไฮไลท์ส่งท้ายปีที่สามารถสังเกตเห็นได้ตลอดคืนคือ ฝนดาวตกเจมินิดส์ อัตราการตกสูงสุด 150 ดวงต่อชั่วโมง จะมีขึ้นในวันที่ 14 – 15 ธันวาคม
“จากปีที่ผ่านมาเราได้ชมฝนดาวตกเจมินิดส์กันได้ถึงตีหนึ่ง ตีสอง จากนั้นมีแสงจันทร์รบกวน แต่สำหรับปีนี้สามารถสังเกตการณ์ได้นานถึงรุ่งเช้า โดยไม่มีแสงจันทร์มารบกวน ทั้งนี้ ฝนดาวตก (Meteor showers) เกิดจากการที่โลกโคจรตัดผ่านสายธารของเศษหินและฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ในอวกาศ เป็นเศษวัตถุที่ดาวหางกับดาวเคราะห์น้อยทิ้งไว้ตามวงโคจร โดยแรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงดูดเศษวัตถุเหล่านี้เข้ามา ทำให้เกิดการเสียดสีและเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ ในช่วงเวลานี้จึงเกิดดาวตกบนท้องฟ้าในอัตราที่สูงกว่าปกติ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เรียกว่า Fireball”

คุณศุภฤกษ์ ให้รายละเอียดอธิบายเพิ่มอีกว่า สำหรับ “ฝนดาวตก” แตกต่างจาก “ดาวตก” ทั่วไปคือ มีทิศทางจากจุด ๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจายตัว เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตัวตรงหรืออยู่ใกล้เคียงกับกลุ่มดาวใด ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้น ๆ
“ฝนดาวตกแต่ละชุดจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดิมของทุกปี เพราะในหนึ่งปีที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ โลกจะโคจรตัดผ่านสายธารเศษฝุ่นที่ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยทิ้งเอาไว้ เมื่อครั้งที่โคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์ ซึ่งสายธารเหล่านั้นคงอยู่ที่ตำแหน่งเดิมเสมอ เมื่อโลกโคจรผ่านเข้าไปก็จะดึงดูดเอาเศษฝุ่นเข้ามาในชั้นบรรยากาศ เกิดการเผาไหม้ ปรากฏเป็นแสงวาบให้คนบนโลกเห็นเป็นดาวตกหลายดวงที่พุ่งออกมาจากจุดเดียวกัน”
นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การดูดาว โดยเฉพาะปีนี้อากาศเย็นยังคงแวะเวียนมาทักทาย ท้องฟ้ากระจ่างใส ทำให้สามารถ สังเกตดวงดาว หรือวัตถุท้องฟ้าต่างๆได้ชัดเจน และยังเป็นโอกาสดีสำหรับดู กลุ่มดาวฤดูหนาว ดาวดวงเด่นสำคัญๆได้นับแต่หัวค่ำ
“ในช่วงหัวค่ำเวลานี้เราสามารถสังเกตเห็น ดาวเสาร์ ดาวพฤหัส นับแต่ช่วงหัวค่ำได้พร้อมๆกัน หรือกลุ่มดาวฤดูหนาว ก็สังเกตเห็นได้ โดยดาวเด่นของกลุ่มดาวนี้ได้แก่ กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาวหมาใหญ่ ฯลฯ และสามารถดูดาวได้ยาวถึงเดือนมีนาคมโดยประมาณ
จากนั้นจะมีกลุ่มดาวฤดูร้อนเปลี่ยนตำแหน่งมาให้ชมในช่วงหัวค่ำแทนที่ และสำหรับปรากฏการณ์เด่นดาราศาตร์ที่น่าติดตามของปีนี้ยังมีอีกหลายปรากฏการณ์โดยติดตามเพจสดร.ได้ แต่หากโฟกัสปรากฏารณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับดวงจันทร์ยังถือเป็นโอกาสดีสำหรับนักเรียนและผู้ที่ชื่นชอบดูดาวที่จะได้สังเกตการณ์ ได้เรียนรู้และสามารถใช้ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับดวงจันทร์นำมาทำโครงงานดาราศาสตร์ เป็นสื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในเชิงบูรณาการ

ในปีนี้มีปรากฎการณ์ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ เช่น ดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ ซึ่งการเกิดปรากฏการณ์เหล่านี้จะสามารถสังเกตได้พร้อมๆกัน และนักดราศาสต์จะใช้ปรากฎการณ์นี้ ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์ ใช้คำนวณหาระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ซึ่งมุมหรือระยะห่างของดาวเคราะห์กับดวงจันทร์ในช่วงเวลาเดียวกันในสถานที่ที่แตกต่างกันจะนำมาใช้เป็นข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน
สำหรับปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์บังดาวศุกร์” จะมีขึ้นในวันที่ 14 กันยายน โดยวันดังกล่าวตรงกับดวงจันทร์ข้างขึ้น 3 ค่ำ เริ่มสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตก ลับขอบฟ้า วัตถุทั้งสองอยู่เคียงกันเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ในช่วงเวลาประมาณทุ่มกว่าๆ ดวงจันทร์จะค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปบังดาวศุกร์ จนดาวศุกร์ลับหายไปหลังดวงจันทร์ฝั่งพื้นผิวส่วนมืด และโผล่พ้นออกมาทั้งดวงอีกครั้งฝั่งเสี้ยวสว่าง อย่างไรก็ตามในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 20:24 น. ส่งผลให้ผู้สังเกตในประเทศไทยไม่สามารถสังเกตได้ครบทั้งปรากฏการณ์แต่ชมช่วงสำคัญของการบังส่วนแรกได้ หากท้องฟ้าใส ไร้เมฆฝน สังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งก็เป็นอีกปรากฏการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ “ดวงจันทร์”
ปรากฎการณ์ท้องฟ้าน่าติดตามที่จะเกิดขึ้นในปีนี้
พงษ์พรรณ บุญเลิศ



