ในขณะที่เครื่องมือทางกฎหมายจะจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 คือ “ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด” ได้ติดค้างอยู่ที่ สว. จนกระทั่งยุบสภา โดยคนไทยอาจได้เริ่มนับหนึ่งใหม่เรื่องกฎหมายฉบับนี้ที่ขับเคลื่อนผลักดันมานานหลายปี ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะให้ความสำคัญต่อชีวิตคนไทยและนำร่างกฎหมายกลับมาพิจารณา ดังนั้น ช่วงนี้คนไทยก็ใช้ชีวิตเหมือนสูบบุหรี่ทุกวันต่อไป ผ่านการสูดดมฝุ่น PM2.5 ที่กำลังทวีรุนแรงขึ้นในรอบสัปดาห์นี้
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองในฤดูกาลฝุ่น PM2.5 รอบนี้ อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยธรรมชาติยังเอื้อในระดับหนึ่ง เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ระดับโลกของเอลนีโญ-ลานีญา หรือ ENSO มีผลโดยตรงต่อความร้อนแล้งและปริมาณฝนตกในประเทศไทย และยังส่งผลต่อปริมาณฝุ่น PM2.5 ดังนั้น รอบปีที่ผ่านมาเป็นลานีญา ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมอย่างน้อย 30 จังหวัด รวมทั้งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ นอกจากนี้ ลานีญา ยังทำให้ฝุ่น PM2.5 ในฤดูกาลนี้ ค่อนข้างจะบรรเทาลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยธรรมชาติไม่สามารถทดแทนนโยบายรัฐบาลได้
ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ หลายประเทศเคยเผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงไม่ต่างจากประเทศไทยในปัจจุบัน กรณีของจีนและสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า หากรัฐจริงจังกับนโยบายและการบริหารจัดการ ปัญหานี้ย่อมคลี่คลายได้ อาทิ จีน : เป้าหมายชัด กฎหมายเข้ม และติดตามผลจริงจัง ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2556 เมืองใหญ่ของจีน เช่น ปักกิ่ง มีระดับ PM2.5 สูงวิกฤตจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง รัฐบาลจีนจึงออกแผนควบคุมมลพิษทางอากาศระดับชาติ โดยกำหนดเป้าหมายการลด PM2.5 อย่างชัดเจนในแต่ละภูมิภาค

มาตรการสำคัญ ได้แก่ การปิดหรือปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ผ่านมาตรฐาน การลดการใช้ถ่านหินในเมืองใหญ่ การควบคุมยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูง และการส่งเสริมพลังงานสะอาด นอกจากนี้ จีนยังลงทุนอย่างมากในระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ จุดที่สำคัญคือ รัฐบาลจีนเชื่อมโยงผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับการประเมินผลงานของผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้การบังคับใช้นโยบายไม่ใช่เพียงคำสั่งบนกระดาษ แต่มีต้นทุนทางการเมืองหากไม่ทำ ผลที่ตามมาคือ ระดับ PM2.5 ในหลายเมืองลดลงอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่ปี
ขณะที่ สิงคโปร์: กฎหมายเข้ม ข้อมูลโปร่งใส และการบริหารจัดการ สิงคโปร์มีบริบทต่างจากจีน โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นส่วนใหญ่มาจากหมอกควันข้ามพรมแดน แนวทางของสิงคโปร์จึงเน้นการบริหารจัดการและการลดผลกระทบต่อประชาชน สิงคโปร์ ออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act 2014 เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่า แม้จะอยู่นอกประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบดัชนีคุณภาพอากาศ (PSI) ที่สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ

สิงคโปร์ลงทุนต่อเนื่องในระบบขนส่งสาธารณะ การจำกัดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคล และการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด ทำให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ในช่วงที่เกิดหมอกควันรุนแรง ดังนั้น แม้ควบคุมแหล่งกำเนิดทั้งหมดไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่ใช้ข้อจำกัดนี้เป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไร
บทเรียนสำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่ากังวลคือ ในขณะที่เครื่องมือเชิงนโยบายอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังติดค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ มี สว.จากสายการแพทย์บางท่าน ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวทางสุขภาพโดยละเอียด พร้อมการสื่อสารว่า “ฝุ่นก็จะผ่านไป” ทั้งที่ การจัดการปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการรอให้วิกฤตผ่านไปเอง คือการผลักภาระให้คนไทย กรณีของจีนและสิงคโปร์ สามารถสะท้อนว่า การแก้ปัญหา PM2.5 ต้องอาศัยมากกว่ามาตรการเฉพาะหน้า หัวใจสำคัญคือ เป้าหมายที่ชัดเจน กฎหมายที่บังคับใช้จริง และ ระบบบริหารภาครัฐที่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์

หากประเทศไทยยังพึ่งพาการขอความร่วมมือหรือมาตรการชั่วคราว ปัญหาฝุ่นย่อมวนเวียนกลับมาอีกทุกปี แต่หากรัฐบาลเลือกที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปัญหานี้ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เลือกตั้งเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า หากผู้นำประเทศตั้งใจทำเพื่อประชาชน ก็คือ มุ่งไปที่คุณภาพชีวิตของคนไทย ก็ควรจะมีอากาศสะอาดให้คนไทยหายใจ ดังนั้น การเลือกตั้งปีนี้ ก็อย่าเลือกพรรคการเมืองซื้อเสียง
ตามที่ท่าน “หลวงพ่อคูณ” เคยเทศน์ว่า “กูก็ขอให้พวกมึงเลือกคนดีเลือกคนที่พวกมึงพอใจนั่นแหละ มึงชอบคนไหนก็เอาคนนั้นแหละเน้อ ให้เงินก็เอา เงินใครจะไม่อยากได้ละ มันให้คนละร้อย สองร้อย ห้าร้อย ให้แล้วก็ไม่ต้องไปเลือกมันดอก …” ก็ขอเชิญชวนให้ทุกท่านเลือกเพื่ออนาคตตนเองและลูกหลาน ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะใส่ซองหรือแจกเงิน

ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนคือผู้กำหนดทิศทางนโยบายผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการเมืองที่มีนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนเอง และควรเป็นพรรคการเมืองที่มีความน่าเชื่อถือว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจทำนโยบายตามที่หาเสียง เพราะถ้าการเมืองดีและมีรัฐบาลเห็นค่าชีวิตคนไทย ไม่ใช่การเมืองประเภทที่ทำเผื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองไม่กี่ตระกูล ประเทศไทยก็อาจพ้นภัยคุกคามความมั่นคงชีวิตคนไทยจากฝุ่น PM2.5 ได้เหมือนจีนและสิงคโปร์.



