เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 15 ม.ค. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ทีมนโยบายเศรษฐกิจ บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3 นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 นายณัฏฐกรณ์ ทวีรักษา รองหัวหน้าพรรค บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8 นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายปณิธิ บวรวนิชยกูร ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 5 เบอร์ 5 และนายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 13 เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียง ณ ตลาดนัดเลียบด่วน รามอินทรา ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก

โดยเน้นการพูดคุย รับฟังเสียงสะท้อนปัญหา เจาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนทั่วไป เพื่อนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจฐานราก

โดยทีมพรรครักชาติ ได้จัดกิจกรรม “รักชาติเริ่มที่การรับฟัง” นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก” หรือผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถยืนหยัดต่อสู้กับกลุ่มทุนใหญ่ได้

นายเอกพิทยา ทีมนโยบายเศรษฐกิจ ได้กล่าวถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยตั้งคำถามชวนคิดว่า “แม่ค้าในตลาดจะไปสู้คนตัวใหญ่ (นายทุน) ได้อย่างไร?” พร้อมเสนอแนวคิดใหม่ที่พรรคต้องการผลักดัน คือการให้โอกาสและให้เครดิตคนตัวเล็ก เพื่อให้คนรากหญ้าสามารถมีที่ยืนที่มั่นคงในสังคมได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่วาทกรรม พร้อมประกาศจุดยืนที่สวนกระแสการเมืองยุคปัจจุบัน อย่างชัดเจนว่า “นโยบายของพรรครักชาติ จะไม่มีการแจกเงิน”

นายเจษฎ์ กล่าวถึงการต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง โดยตีแผ่กลไกธุรกิจการเมืองรับเงิน 1,000 บาท แลกกับความเสียหายระดับชาติ ซึ่งตรรกะทางเศรษฐกิจของการซื้อเสียง โดยเปรียบเทียบนักการเมืองทุจริตเป็นเหมือนนักลงทุน ที่หากมีการหว่านเม็ดเงินเพื่อซื้อเสียง เช่น หัวละ 1,000 บาท เป็นจำนวนหมื่นคน คิดเป็นเงินหลักสิบล้าน เป็นต้น เมื่อคนเหล่านี้เข้าไปมีอำนาจ ก็ย่อมต้องหาทางถอนทุนคืนพร้อมกำไรมหาศาล ซึ่งผลกรรมจะตกอยู่ที่ประชาชน ทำให้เศรษฐกิจไม่มีทางดีขึ้นได้หากยังยอมรับเงินเหล่านี้

ส่วน นายชัยวุฒิ หัวหน้าพรรค กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองไทยจมอยู่กับวังวนเดิมๆ มากว่า 20-30 ปี ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนผู้เล่น เปลี่ยนนักการเมือง เพื่อให้ประเทศเดินหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต้องเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่การเปลี่ยนด้วยทัศนคติชังชาติ ที่มองเห็นแต่ข้อเสียของบ้านเมือง หรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศ

“วันนี้หลายคนอยากเปลี่ยนประเทศ แต่เปลี่ยนด้วยความรู้สึกชังชาติ สร้างปัญหาให้ทุกเรื่อง จนคนกังวลว่าถ้าการเมืองเดินไปแบบนี้ ประเทศจะอยู่ไม่ได้” นายชัยวุฒิ กล่าว
นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงที่มาของชื่อพรรครักชาติ ว่าต้องการสื่อสารถึงอุดมการณ์ที่ต้องการให้นักการเมืองรุ่นใหม่ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และมีหัวใจที่พร้อมจะดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำจุดยืนแก้ปากท้อง ดีกว่าแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ มีแต่นักการเมืองที่ทำเพื่อตัวเอง นักการเมืองที่มีแผล เช่น ถูกยุบพรรค ทุจริต ผิดจริยธรรม เป็นต้น ต้องการแก้กติกาเพื่อเปิดทางให้ตัวเองกลับมามีอำนาจและโกงกินได้สะดวกขึ้น ไม่ใช่เพื่อประชาชน ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว เพราะออกแบบมาเพื่อกันคนไม่ดีออกจากการเมือง การร่างใหม่และการทำประชามติต้องใช้งบประมาณมหาศาลนับหมื่นล้านบาท และสร้างภาระค่าเดินทางให้ประชาชน รัฐบาลควรเอาเวลาและงบประมาณไปมุ่งเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของชาวบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญกว่ามาก

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจพรรครักชาติ ที่เปิดตัว ประกอบด้วย 1.หยุดหนี้นอก ดอกโหด คนตัวเล็ก ต้องกู้ในระบบได้ โดยการเปลี่ยนหนี้นอกระบบที่มีดอกมหาโหด เป็นดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ต่อลมหายใจให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย หรือคนตัวเล็ก หยุดวงจรกู้หมื่น จ่ายแสน

2. ธนาคารรัฐเติมทุน คนตัวเล็ก โดยธนาคารภาครัฐ ต้องเป็นประตูแห่งโอกาส ไม่ใช่กำแพงของหลักประกัน เป็นการเติมทุนให้คนทำมาหากิน

3.เสริมแกร่งตลาดหุ้นไทย สู่ตลาดโลก โดยส่งเสริมให้ SMEs ไทยก้าวเข้าสู่ Global Champion หากมีทุนต่างชาติเข้า คนไทยต้องได้ จากผู้รับเป็นผู้กำหนดกติกา ทุกการเจรจาต้องทิ้งเทคโนโลยีและความมั่งคั่งให้คนไทย

4.อัปเกรด บัตรประชาชน หรือ “บัตรประชาชน Max (Smart Card)” รวมทุกสวัสดิการในใบเดียว โดยรวมสวัสดิการต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างโอกาสให้เราได้พัฒนาตัวเอง

5.เงินออมไรเดอร์ ยิ่งขยัน ยิ่งได้ เปลี่ยนจากการแจกเงินเฉย ๆ มาเป็นการให้แต้มพิเศษ ถ้าพัฒนาตัวเอง ก็จะได้แต้มในบัตรเพิ่มขึ้น แล้วแต้มพวกนี้เอาไปใช้ลดค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าเดินทางได้ เหมือนเป็นเงินออมที่ได้มาจากการที่เราขยันพัฒนาตัวเอง และ 6.60 คืนสู่เยาว์ เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยช่วยให้ผู้สูงอายุได้ Reskill และ Upskill เพื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน หรือสร้างรายได้เสริมได้อีกครั้ง

ทั้งนี้นโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดของพรรครักชาติ ออกแบบมาเพื่อให้ “คนตัวเล็ก” มีที่ทำกิน มีวัตถุดิบราคาถูก และมีเงินทุนหมุนเวียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง.



