เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการทั้งหมด 3 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และกรณีเครนก่อสร้างงานตอน 7 โครงการมอเตอร์เวย์ สายเอกชัย-บ้านแพ้ว M82 หล่นใส่รถยนต์บนถนนพระราม 2, 2.คณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ และ 3.คณะกรรมการติดตาม-เร่งรัดการใช้กฎกระทรวงขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) และสมุดพกผู้รับจ้างให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง มีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานทั้ง 3 ชุด

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้ง 2 กรณี จะต้องสรุปผลการสอบสวนฯ ทั้งหมด และรายงานมายังตนภายใน 7 วัน หรือภายในวันที่ 23 ม.ค. 2569 ส่วนการยกเลิก 2 สัญญาที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมทางหลวง (ทล.) ซึ่งมีอำนาจในการยกเลิกสัญญาไปดำเนินการ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดความสูญเสียมาก และเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในการยกเลิกสัญญา ทางผู้รับจ้างจะดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานเจ้าของสัญญาแน่นอน เพราะการก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 โครงการรถไฟไฮสปีดไทย-จีน เหลืองานอีกแค่ประมาณ 1% ขณะที่งานก่อสร้างงานตอน 7 มอเตอร์เวย์ M82 เหลืองานอีกประมาณ 10-20%

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าหากมีการฟ้องร้อง กระทรวงคมนาคมพร้อมจะช่วยเหลือหน่วยงานในการสู้คดี โดยในระหว่างที่มีการฟ้องร้อง จะดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาทำงานก่อสร้างที่เหลืออยู่ต่อทันที ใช้การคัดเลือกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยจะไม่รอให้คดีถึงที่สิ้นสุด เพื่อไม่ให้กระทบกับแผนงาน และงานจะได้เดินหน้าต่อไปได้ สำหรับเรื่องการยกเลิกสัญญานั้น ได้หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเบื้องต้นแล้ว ได้ให้ความเห็นว่า สามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาที่ผู้รับจ้างไม่ผิดเงื่อนไขสัญญาได้ โดยให้ใช้ข้อกฎหมายทางปกครอง และความปลอดภัยสาธารณะ

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และตน มีความกังวล และรู้สึกหนักใจ เพราะขณะนี้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในการสัญจรบนเส้นทางที่มีโครงการก่อสร้าง ซึ่งได้กำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

ด้านนายจิระพงศ์ กล่าวว่า การสอบสวนข้อเท็จจริงจะได้ข้อสรุปชี้แจงต่อสาธารณะภายใน 7 วัน จากนั้นจะเชิญเอกชนเข้ามาประชุมหารือต่อไป ทั้งนี้สำหรับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ปัจจุบันมีงานโครงการก่อสร้างของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม จำนวน 14 สัญญา วงเงินรวม 113,126.18 ล้านบาท แบ่งเป็น ทล. 1 โครงการ 1 สัญญา ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ตอน 7, การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 2 โครงการ 2 สัญญา ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางพิเศษสาย พระราม 3 ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร สัญญาที่ 3 และโครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา, รฟท. 2 โครงการ 4 สัญญา ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟไทยจีน สัญญา 3-1 ช่วง แก่งคอย-กลางดง และ ปางอโศก-บันได้ม้า สัญญา 3-4 สีคิ้ว-กุดจิก และสัญญา 4-4 ศูนย์ซ่อมปารุงเชียงรากน้อย และโครงการรถไฟทางสายใหม่ สาย เด่นชัย-เชียงของ สัญญา 1 ช่วงเด่นชัย-งาว,

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 1 โครงการ 3 สัญญา ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 3 (ITD-NWR MRT Joint Venture) ผ่านฟ้า-สะพานพุทธ สัญญาที่ 5 (ITD) ช่วงดาวคะนอง-ครุใน และอารจอดรถไฟฟ้า (Stabing Yard) และอาคารจอดแล้วจร (Park & Ride) และสัญญาที่ 6 (ITD) งานออกแบบและก่อสร้างระบบรางตลอดแนวเส้นทางโครงการ, กรมเจ้าท่า 3 โครงการ 3 สัญญา ได้แก่ งานจ้างก่อสร้างเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะบริเวณชายหาดชะอ่า จ.เพชรบรี ระยะ 1 ตอน 1 งานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือบ้านหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และงานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือเกาะพีพี อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ 1 แห่ง โดยงานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือบ้านหน้าทอน และปรับปรุงท่าเรือเกาะพีพี อยู่ระหว่างเตรียมลงนามสัญญา  

นายจิระพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ประสานผู้รับจ้างหยุดการก่อสร้างโครงการของบริษัท อิตาเลียนไทย ทั้ง 14 สัญญา เป็นเวลา 15 วัน เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งการให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทุกบริษัทในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม ที่ใช้อุปกรณ์ยกของหนัก หรือทำงานที่สูง (Lifting Gear) หยุดการก่อสร้างไม่เกิน 15 วัน เพื่อเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป