เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง นายธนู รุ่งโรจน์เรืองฉาย หรือทนายชา เดินทางมา เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ภายหลังเผยแพร่คลิปวิดีโอ ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจพรรครณรงค์ให้ประชาชนออกเสียงไม่เห็นชอบทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายธนู กล่าวว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่อแจ้งความเอาผิด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรี โดยสิ่งที่แจ้งความเนื่องจากว่า ตนพบคลิปจากเพจพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นคลิปที่ นายพีระพันธุ์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในพรรค รณรงค์ให้ออกเสียงไม่เห็นชอบการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเป็นจริงแล้วการรณรงค์ให้ออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นเสรีภาพที่ทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่ว่าต้องรณรงค์ด้วยความจริง ห้ามรณรงค์ด้วยความเท็จ

สิ่งที่นายพีระพันธุ์กล่าวแล้วเป็นเท็จเนื่องจากกล่าวว่า “การออกเสียงเห็นชอบ เท่ากับการเซ็นเช็คเปล่า ให้คนร่างไปกรอกอะไรก็ได้ตัวเลขอะไรก็ได้” ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเมื่อเซ็นเช็คเปล่าแล้ว กระบวนการต่อจากนี้การร่างรัฐธรรมนูญ เนื้อหารัฐธรรมนูญ ประชาชนจะไม่สามารถออกเสียงอะไรได้อีกเลย เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นความจริง

การทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เป็นเพียงแค่ครั้งแรก หากทำประชามติแล้วพบว่าเห็นชอบผ่านก็จะต้องทำเพิ่มอีก 2 ครั้ง เพื่อถามความเห็นของประชาชน แต่การที่นายพีระพันธุ์ ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย คำพูดเหล่านี้เป็นการบิดเบือนหรือเป็นความเท็จ ทำให้ประชาชนสับสนและเกิดความเข้าใจผิด และในวันนี้ตนมาแจ้งความเอาผิด 2 ข้อหาด้วยกันคือ 1.มาตรา 77(5) ของกฎหมายประชามติ กำหนดบทลงโทษสำหรับ การเผยแพร่ข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ หรือ โฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องที่จะทำการออกเสียงประชามติ ส่วนข้อหาที่ 2 คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ

นายธนู กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมาได้เดินทางไปที่ศาลปกครองกลางเพื่อฟ้อง กกต. เรื่องการจัดหน่วยเลือกตั้งที่สร้างภาระให้กับประชาชน หลังจากมีกฎออกให้ประชาชนต้องรับบัตรเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง เพราะหากทำกันแบบง่ายๆ เพียงแค่รับบัตรพร้อมกันทั้ง 3 ใบแล้วเข้าคูหาก็สามารถทำให้เสร็จได้เลย เรื่องนี้ถือเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน ตนจึงได้ยื่นฟ้อง

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) จะเดินทางไปที่ศาลปกครองกลางเพื่อยื่นฟ้องกับ กกต. อีกคดี ในกรณีที่การลงทะเบียนออกเสียงทำประชามตินอกเขตหลังพบระยะเวลาสั้นเกินไป ทำให้มีคนต้องตกขบวน กว่า 8 แสนราย ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ไม่ได้ลงทะเบียนทำประชามตินอกเขต เพราะคนส่วนมากได้รับข่าวไม่ทันท่วงที และเมื่อระยะเวลาที่น้อยการลงทะเบียนจากเว็บของ กกต. ก็ล่ม การไปฟ้องครั้งนี้เพื่อให้ศาลสั่งให้ กกต. เปิดให้ลงทะเบียนเพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนทำประชามติได้.