เมื่อวันที่ 19  ม.ค.  ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่กทม. จำนวน 1,121 กลุ่มตัวอย่าง  ระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค.69 ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้รับสายโทร หรือข้อความ (SMS/Line) จากมิจฉาชีพในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา อันดับแรก 1-2 ครั้ง/เดือน คิดเป็นร้อยละ 35.1 อันดับสอง 1-3 ครั้ง/สัปดาห์ ร้อยละ 23.6  อันดับสาม 3-4 ครั้ง/เดือน ร้อยละ 10.9 อันดับสี่ คือทุกวัน เป็นต้น

รูปแบบหลอกลวงที่พบบ่อยสุด อันดับแรกคือ อ้างเป็นหน่วยงานรัฐ ร้อยละ 58.55 รองมาอ้างบริษัทขนส่ง/ไปรษณีย์ ร้อยละ 57.02 หลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น/คริปโต  ร้อยละ 41.75  หลอกให้รัก ร้อยละ 40.50  การใช้ AI เลียนเสียงเป็นคนรู้จัก ร้อยละ 38.63  และหลอกกู้เงินออนไลน์/สินเชื่อ ร้อยละ 37.64  

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีประสบการณ์ของตนเองหรือคนในครอบครัว ไม่เคยหลงเชื่อหรือสูญเสียทรัพย์สินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์  ร้อยละ 62.4  รองลงมาคือ เกือบหลงเชื่อ ร้อยละ 30.4 และเคยสูญเสียทรัพย์สิน ร้อยละ 7.2

ทั้งนี้ ผลกระทบปัญหาอันดับแรกคือ หวาดระแวงไม่กล้ารับสายเบอร์แปลก ร้อยละ 40.1  อับดับสอง ร้อยละ 27.8 ไม่ได้รับผลกระทบ อันดับสาม เสียสุขภาพจิต/เครียด ร้อยละ 18.5 และสุดท้ายไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์ ร้อยละ 13.6

อย่างไรก็ตาม แม้ความคิดเห็นประชาชนจะพึงพอใจกับการแก้ปัญหาในปัจจุบันของภาครัฐ คิดเป็นร้อยละ 40.6 แต่มีสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเร่งด่วน อันดับแรกคือ เพิ่มโทษทางกฎหมายให้หนักขึ้น ร้อยละ 36.7 รองมาเป็นการพัฒนาระบบ AI ตรวจจับ/ตัดสายอัตโนมัติ ร้อยละ 30.3  เจรจาประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกวาดล้างฐาน ร้อยละ 20.6 และสุดท้ายคือบังคับให้ค่ายมือถือ/ธนาคาร รับผิดชอบคืนเงินผู้เสียหาย ร้อยละ 12.4  

ผศ.ดร.สิงห์  สิงห์ขจร  ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์  เผยกลโกงรูปแบบเดิมที่เน้นเล่นกับความกลัวยังถูกนำมาใช้แพร่หลาย และปรับบทให้ดูน่าเชื่อถือและน่าหวาดกลัวขึ้น เช่น การอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงมีการยกระดับกลโกงให้ซับซ้อนผ่านการใช้เทคโนโลยีที่แนบเนียนอย่าง AI  ผลกระทบจากอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้จำกัดแค่สูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังทำให้สังคมเกิดภาวะหวาดระแวง ผู้คนไม่กล้ารับเบอร์แปลก  หวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐตัวจริง

ประเด็นเหล่านี้ส่งผลให้การสื่อสารทางธุรกิจและธุระสำคัญต้องหยุดชะงัก ซ้ำยังเป็นเหตุให้ครอบครัวแตกแยกจากความขัดแย้งและโทษกันเองเมื่อเกิดความสูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อหัวหน้าครอบครัวหรือผู้สูงอายุเสียเงินเก็บทั้งชีวิต.