เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตอธิบดีกรมการกงสุลและอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า การที่วุฒิสภา (ผู้ถูกร้อง) ไม่ให้ความเห็นชอบตนเองให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แทนตำแหน่งที่ว่าง) ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (5) โดยไม่ให้เหตุผลประกอบการไม่ให้ความเห็นชอบตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 12 วรรคเก้า เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ละเมิดสิทธิในเกียรติยศและชื่อเสียง สิทธิการลงสมัครเข้าดำรงตำแหน่งของรัฐ เสรีภาพในการประกอบอาชีพ และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 32 วรรคหนึ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง มาตรา 53 และมาตรา 257 (3)

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการดำเนินการของวุฒิสภา ผู้ถูกร้องในการให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 204 บัญญัติไว้ หากนายชาตรีเห็นว่ากระบวนการให้ความเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาเป็นการใช้อำนาจ ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อาจใช้สิทธิทางศาลอื่นได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม หรือยื่นคำกล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 วรรคหนึ่ง (1) จึงเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนด กระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

อย่างไรก็ตามก่อนการพิจารณา นายสราวุธ ทรงศิวิไล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงขอถอนตัวจากการพิจารณาคดี เนื่องจากเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (แทนตำแหน่งที่ว่าง) ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง (5) ซึ่งที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 อนุญาตให้ถอนตัว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 34 ทั้งนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายนภดล เทพพิทักษ์