กลายเป็นมหากาพย์ดราม่าที่คนวงการลิเกและแฟนคลับต่างเอาใจช่วย สำหรับมรสุมชีวิตของพระเอกลิเกหนุ่ม “แน็กกี้ เดอะคอมเมเดี้ยน” และภรรยาสาว “บลู รุ้งจรัส” ที่มีปัญหารอยร้าวรุนแรงจนถึงขั้นฝ่ายหญิงประกาศขอยุติความสัมพันธ์และพาลูกสาวหนี ซึ่งประเด็นนี้ลามไปถึงพ่อบุญธรรมอย่าง “เอกชัย ศรีวิชัย” ที่เคยออกมาไลฟ์สดฟาดเดือดจนแน็กกี้ต้องรีบนำพานธูปเทียนเข้ากราบขอขมาตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดในงานบวงสรวงภาพยนตร์เรื่อง “สรรพลี้หวน” ศิลปินรุ่นใหญ่ เอกชัย ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ดังกล่าว โดยเผยว่า

“กับเรื่องราวของลูกชายที่เกิดขึ้น ต้องบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นหลายครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยได้พูดออกสื่อ แต่ครั้งนี้มันไม่รู้จะทำยังไง เพราะเขาหายตัวและหายหัวไปเลย ก็เลยต้องออกมาพูดออกสื่อ และสิ่งที่กลัวที่สุดคือกลัวลูกสะใภ้พาหลานหนี ซึ่งเราก็ไม่ค่อยมีเวลากับหลานมากอยู่แล้ว ก็เลยรีบออกมาไลฟ์ เพราะตอนนั้นเรื่องมันเริ่มบานปลายไปใหญ่แล้ว คนก็ไม่เข้าใจ ก็เลยตัดสินใจไลฟ์ พอไลฟ์เสร็จปุ๊บ เจ้าแน็กเขาก็เห็น ซึ่งเขาก็ต้องดูอยู่แล้ว

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่มีปัญหา ครั้งนี้ยังไม่ให้อภัย ขอดูพฤติกรรมหลังจากนี้ก่อน และบอกไปแล้วว่า พ่ออยากกระซิบเบาๆ ว่า เจ้าบลูเขาเป็นเด็กที่ไม่มีใคร พ่อเขาก็ไม่มี แม่มีก็เหมือนไม่มี เขาตัวคนเดียว เพราะฉะนั้นต้องรัก เมื่อรักเจ้านวลแล้วก็ต้องรักเจ้าบลูด้วย จะรักแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้รักเขาให้มากๆ

ส่วนความรักของคู่นี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนข้างในที่เราไม่รู้ แต่ดูที่สารตั้งต้นก่อน บางทีดูในข่าวคนก็บอกว่า ทำไมเป็นแค่พ่อบุญธรรมถึงเข้าไปยุ่งอะไรกับเขา คือจริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากยุ่ง แต่บลูผมเป็นคนรับเข้ามาเอง รับเข้ามาอยู่ในคณะ ซึ่งคณะ “สองเทพบุตรสุดที่รัก” ผมเป็นคนตั้ง ผมเป็นคนทำลิเกคณะนี้ทั้งหมด ส่วนเรื่องส่วนตัวผมไม่ได้ไปรับรู้อะไร รู้อีกทีคือเจ้าบลูท้องแล้ว และทุกครั้งเวลามีปัญหาพ่อจะรู้ แต่ครั้งนี้ไม่รู้รายละเอียดอะไรเลย จู่ๆ บลูก็โพสต์ว่าจะเอาหลานออกไปและขอใช้ชีวิตคนเดียว ซึ่งเราก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น โทรฯ หาแน็กมันก็ไม่รับสาย ซึ่งก่อนหน้านี้เวลาคู่นี้มีปัญหา ไม่แน็กก็บลูจะมาบอก เพราะเขามาขอคำปรึกษาพ่อ เรื่องการใช้ชีวิตคู่ถามลูกได้เลยว่าผมไม่เคยเข้าไปก้าวก่าย พวกมึงเลือกกันเองทั้งคู่ ไม่มีใครเอาปืนไปจี้หัวให้รักกัน มึงเลือกเองก็สุดแล้วแต่ แต่ถ้าปัญหามันหาทางออกไม่ได้ ก็ต้องมาหาทางออกร่วมกัน โดยพ่อจะเป็นคนแนะนำให้ว่าควรจะเป็นแบบไหน แต่ต้องหันหน้าคุยกัน”

เอกชัย เล่าต่อว่า “เรื่องที่แน็กเข้ามาขอโทษ เขาก็เข้ามากราบขออภัยที่ทำให้พ่อเสียใจ บอกว่าเป็นคนที่ทำให้พ่อเสียใจมาตลอด ก็รู้สึกว่าเขาสำนึกแหละ แต่ปกติผมเป็นคนที่ให้อภัยลูกทันที แต่วันนี้บอกเขาตามตรงว่าพ่อยังไม่ให้อภัย พ่อไม่เชื่อในคำพูด ปฏิบัติให้เห็นก่อนเท่านั้นเอง ถามว่าได้ถามแน็กไหมว่าตอนเกิดเรื่องหายไปไหน ไม่ได้ถามครับ ผมเป็นคนไม่ถามอยู่แล้ว เขาเป็นคนอินโทรเวิร์ต มีโลกส่วนตัวสูง และมีปัญหาโรคซึมเศร้าด้วย จนกระทั่งมาอยู่ใกล้ตัวพักหนึ่งเขาก็ดีขึ้น ซึ่งเขาก็มีปัญหาหลายอย่างในตัวเขา

สำหรับการจัดการตอนนี้คือ บลูอยู่บ้านที่เขาสร้างด้วยกัน บ้านที่พ่อดูแลอยู่ทั้งหมด เราไม่ให้ไปไหน เพราะไม่อยากให้หลานออกไปลำบาก แล้วเขาก็มานอนที่บ้านพ่อด้วย ส่วนตอนที่แน็กยกพานมาขอขมา เขาก็พูดว่าจะปฏิบัติตัวเป็นพ่อที่ดีที่สุด ส่วนเรื่องความรักจะเหมือนเดิมไหม ให้เขาตัดสินใจกันเอง ส่วนที่เขาบอกว่าจะถอยกันคนละก้าว ลดสถานะลงมาเป็นเพื่อน พ่อไม่อยากฟังคำพูดพวกนี้ ขอให้ปฏิบัติก่อนแล้วค่อยมาดูกัน เพราะคนเรามันมีโมเมนต์แบบนี้ เราสังเกตดูด้วยตาว่าสรุปจะเดินต่อหรือจะหยุดกันแค่นี้ แต่พ่อรู้สึกว่าคู่นี้เขารักกัน ไม่งั้นจะมีลูกด้วยกันได้อย่างไร อีกอย่างก็ไม่ได้วัยรุ่นแล้ว อายุก็ 30 กันแล้ว ถามว่าแค่งอนกันใช่ไหม พ่อไม่อยากเดาแต่คิดว่าเขารักกัน ปัญหารอบข้างก็คือ บลูเขาชอบน้อยใจที่สามีไม่ค่อยดูแล ไม่ค่อยหวาน ซึ่งแน็กเขาเป็นคนแบบนี้ ขนาดพูดกับพ่อยังเหมือนพูดกับเพื่อน เขาไม่ได้หวานกับใครทั้งนั้น”

เอกชัย เผยต่อว่า “ถามว่าคุยกับบลูอย่างไรบ้าง ก่อนหน้านี้ที่เขาโพสต์เราไม่ได้คุยกัน แต่หลังจากเกิดเรื่องก็ได้คุยกันแล้ว เขารับปากว่าจะไม่เอาหลานหนีไปจากปู่ ส่วนเรื่องการบริหารจัดการความรัก ก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าแล้วแต่ลูก ถามว่านีโน่เป็นตัวกลางไหม เจ้านั่นเขาไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว ซึ่งเรากลัวเรื่องพวกนี้ไปกระทบกับหลานเพราะหลานกำลังโต ยอมรับว่าตอนไลฟ์อาจจะมีคำพูดที่ว่า “หนูอย่าไปไหน หนูไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่กับปู่” นั่นไม่ใช่คำสั่ง แต่มันคือคำร้องขอ พ่อเป็นคนพูดเสียงดัง เพราะเราทนไม่ได้ถ้าเห็นหลานลำบาก ถึงบอกแน็กว่าให้รักบลูให้มากๆ ถามว่าโอเคไหมถ้าเขาไม่ได้อยู่ในสถานะแฟนกัน ก็แล้วแต่เขาเลย แต่หลานต้องอยู่กับพ่อ ผมไม่บังคับให้เขากลับมารักกัน

ส่วนที่บอกว่า “ผู้หญิงไปไหนก็ได้ เอาแค่หลานไว้” คนคิดกันไปเยอะแล้ว ชีวิตใครก็เป็นไลฟ์สไตล์ของเขา เราบังคับไม่ได้ ไม่อยากให้คิดเผื่อ แต่ต้องเลี้ยงหลานให้ดี ส่วนเรื่องงานลิเกยังปกติ เขาก็ไปทำงานด้วยกันมา เรื่องพวกนี้เสียงานไม่ได้ ถ้าเสียงานพ่อไม่ยอม จะโกรธมาก ไม่รู้ว่าหลังเวทีเขานั่งกันอย่างไร แต่หน้าเวทีเขาเล่นดี ถามว่าจะเป็นกาวใจให้เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม คำที่พ่อบอกว่าบลูไม่มีใครนะลูก บลูตัวคนเดียวและต้องเลี้ยงลูกด้วย ถ้ารักเขาอยู่แล้วก็ให้รักให้มากๆ จะรักกันแบบไหนก็ได้ เพราะลูกคือโซ่ทองคล้องใจ พ่อมั่นใจว่าเดี๋ยวเขาก็ดีกัน แต่ถ้ายืนยันว่ารักหลานมากกว่า อันนี้ชัดเจนครับ

ส่วนข่าวอักษรย่อพระเอกดังตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) แล้วไม่ใช่ลูกตัวเอง แล้วแน็กถูกโยง อันนี้ไม่กล้าตอบเพราะไม่รู้จริงๆ เรารู้อีกทีคือเขาพามาบอกว่าบลูท้องแล้ว ถามว่ารู้สึกอย่างไรที่คนโยงมาหาลูกเรา ก็แล้วแต่มัน เป็นเรื่องของเขา ผมไม่ได้สนใจ ถ้าเรื่องนั้นเป็นจริงนวล ก็ยังเป็นหลานกูอยู่ดี เรารักไปแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไร กูก็จะรักอีนวล และจะเลี้ยงให้ดีกว่าพ่อมันหลายเท่าเลย ถามว่าเห่อหลานไหม ก็ไม่นะ (ยิ้ม) แต่วางแผนเรื่องเรียนแล้ว กะจะให้เรียนแถวบ้านเพราะมีการสอนภาษาอังกฤษ และอยู่ใกล้พ่อด้วย ตั้งใจจะไปส่งหลานเอง ส่วนสมบัติทั้งหมดก็ยกให้นวลแต่เพียงผู้เดียว ที่เหลือเดี๋ยวมันก็เกาะลูกมันกินเอง กะว่าจะทำแหวนทำสร้อยไว้หลายวง เวลานวลมาหาจะได้แจกหลาน เขาจะได้อยากมาหาปู่บ่อยๆ (หัวเราะ)”