คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เดินหน้าศึกษาศักยภาพโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ โครงการคาร์บอนแคปเจอร์และสตอเรจ (Carbon Capture and Storage: CCS) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าให้สามารถเริ่มกักเก็บคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมได้จริงในปี 2577

จากการประเมินเบื้องต้น โครงการ CCS คาดว่าจะสามารถรองรับการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 10 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 3.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงการดังกล่าวยังมีแนวโน้มช่วยสร้างการจ้างงานมากกว่า 11,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคพลังงาน วิศวกรรม ไปจนถึงงานด้านสิ่งแวดล้อม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การพัฒนา CCS จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงและลดได้ยาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรมซีเมนต์ และอุตสาหกรรมอลูมิเนียม ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศ การนำ CCS เข้ามาช่วยกักเก็บคาร์บอนจากกระบวนการผลิต จะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า

หนึ่งในมาตรการที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญคือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องแสดงข้อมูลการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน หากไม่สามารถปรับตัวได้ อาจกระทบต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในระยะต่อไป

ในเชิงกระบวนการ CCS จะทำหน้าที่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ก่อนจะขนส่งไปยังแหล่งกักเก็บใต้ดินที่มีความเหมาะสมทางธรณีวิทยา เช่น แหล่งก๊าซหรือแหล่งน้ำมันเดิมในอ่าวไทย วิธีการนี้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ และเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ทั้งหมดในระยะสั้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเสนอให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมต่อการใช้ CCS อย่างเป็นระบบผ่าน 3 แนวทาง ดังนี้

  1. จัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) เพื่อแยกแหล่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานและจากกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน
  2. เลือกใช้ CCS เฉพาะในส่วนของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แทนการติดตั้งระบบทั้งโรงงาน ซึ่งจะช่วยควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการลดคาร์บอนอย่างตรงจุด
  3. พัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ หรือ สินค้าคาร์บอนต่ำ (Low-carbon) พร้อมการพิสูจน์และรับรองความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน (Carbon Intensity) จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด โดยเฉพาะในประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากขึ้น