สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นดับเบิลยูเอส) พยากรณ์ว่า กลุ่มรัฐในภูมิภาคนิวอิงแลนด์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ อาจมีหิมะตกหนักสูงถึง 46 เซนติเมตร


ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้และบางส่วนของภูมิภาคมิดแอตแลนติก จะมีฝนและฝนน้ำแข็งตกลงมา นอกจากนี้ เอ็นดับเบิลยูเอส ยังเตือนถึง “อุณหภูมิที่หนาวจัดและกระแสลมหนาวที่เป็นอันตราย” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว


ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงความรุนแรงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นว่า “เป็นระดับประวัติศาสตร์” และอนุมัติคำประกาศภาวะฉุกเฉินระดับรัฐบาลกลาง ให้กับอย่างน้อย 12 รัฐ ได้แก่ เซาท์แคโรไลนา เวอร์จิเนีย เทนเนสซี จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา แมริแลนด์ อาร์คันซอ เคนทักกี ลุยเซียนา มิสซิสซิปปี อินดีแอนา และเวสต์เวอร์จิเนีย ส่วนอีก 17 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นกัน แต่ยังไม่มีการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง


ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานสหรัฐประกาศคำสั่งฉุกเฉิน อนุญาตให้ผู้ควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐเทกซัสและพื้นที่มิดแอตแลนติก หรือแอตแลนติกตอนกลาง สามารถดึงแหล่งพลังงานสำรองมาใช้ได้ รวมถึงขยายขีดจำกัดการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า โดยยกเว้นข้อจำกัดด้านกฎหมายรัฐหรือใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไฟดับสลับพื้นที่


ส่วนนางคริสติ โนเอม รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กล่าวว่า การที่ความหนาวเย็นจะคงอยู่เป็นเวลานาน อาจทำให้น้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามสายไฟฟ้า จะทำให้สายไฟมีน้ำหนักมาก และเสี่ยงต่อการขาดลงได้ จึงขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง


ทั้งนี้ สภาพอากาศเลวร้ายที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 1 ล้านครัวเรือน ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ โดยสถานการณ์รุนแรงสุดที่รัฐเทนเนสซี และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการยกเลิกเที่ยวบินสะสมมากกว่า 14,000 เที่ยวบิน.

เครดิตภาพ : AFP