จากอดีตสามีแห่งชาติ สู่แม่นาย ดัง พันกร โสดมา 46 ปี ชีวิตนี้ไม่เหมาะจะมีแฟนจริงไหม? เปิดใจถึงเส้นทางชีวิต การเปลี่ยนผ่านตัวตน ความสัมพันธ์กับครอบครัว การมองความรักในมุมที่ไม่เหมือนเดิม และการเลือกใช้ชีวิตที่ไม่ยึดติดกรอบ สันโดษแต่ชอบสังคม ในรายการ How Are You Feeling? บทสนทนาที่ชวนให้กลับมาถามใจตัวเองว่าวันนี้เราอยู่กับตัวเองอย่างเข้าใจแล้วหรือยัง

ดัง พันกร “ถามว่าบ้านดังครอบครัวคาดหวังไหม ก็ไม่คาดหวัง เพราะว่าเรียนก็ไม่ค่อยเก่ง คือเป็นคนไม่ตั้งใจเรียนอย่างนี้ดีกว่า คือเรียนได้ เรียนดีแต่ว่าไม่ค่อยได้ตั้งใจเรียน คือตั้งแต่เด็กเป็นคนที่ชอบเล่นสนุกชอบคุย ก็เลยมีคาแรกเตอร์มาตั้งแต่เด็กเลย เหมือนกับเป็นคนอารมณ์ดี แล้วเราก็รู้สึกว่าไม่ทำทุกอย่างให้มันซีเรียส จะไม่ได้มีการกดดันว่า ดังจะต้องเรียนให้ได้ที่ 1 นะ คุณแม่เข้มงวดเรื่องของการใช้ชีวิต อย่างเช่นการทำสีผมสมัยวัยรุ่นจะไปทำสี ชอบอะไรที่มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไปทำสีเขียว ทำไฮไลต์ทำตั้งแต่เด็กครับ เขาก็จะห้าม จะดุ ตอนเด็กเราก็จะปรับตัวยากมาก คือตอนนั้นก็ซ่าเหมือนกัน คือโรงเรียนแรกที่ไปเลย คุณแม่เขาก็อยากให้เรียนแบบตั้งใจเรียนภาษาก่อน ก็คือมีเรียนอยู่ 2 คน ชายแล้วก็เป็นโรงเรียน Private ก็คือเช้าไปเรียน เย็นก็ไปอยู่กับ family ก็เป็น family ที่ดีทุกอย่างดีหมด แต่ว่ามันอยู่ในฟาร์ม เขาทำฟาร์มใหญ่ สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือที่บ้านไม่ผูกพันกับสัตว์เลี้ยงทุกชนิด หันซ้ายก็สะดุ้ง หันขวาก็สะดุ้งอะไรอย่างนี้ แล้วคือสัตว์ที่เรากลัวที่สุดคือแมว คือเราไม่ได้คุ้นชินกับเขามาตั้งแต่เด็ก ก็เลยรู้สึกว่ากลัว กลัวทั้งบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว ไม่ชอบสัตว์เลี้ยงทุกชนิดเลย เลี้ยงได้แค่ปลาเพราะว่าเราไม่ต้องเอามือไปจับ”
“ที่มาเป็นนักร้องได้ ด้วยความที่ว่าเรามีความตั้งใจอยากเป็นนักร้อง ก็คือทุกครั้งที่กลับมา หรือไม่ก็ทุกที่ที่เรารู้ว่ามีโอกาสได้ไปเจอใครที่เป็นนักร้อง หรือมีช่องทางไหนที่เราสามารถไปออดิชั่นก็จะไปตลอด ซึ่งเด็ก ๆ คุณแม่ก็จะตามตัวอะไรกันลำบากอยู่แล้ว เราก็แค่ไปร้องเพลง เข้าไปเทสต์เสียงตามค่ายเพลงต่าง ๆ ไปหมดทุกค่ายตั้งแต่ สโตน เรคคอร์ดส พี่ฟอร์ดอัลบั้มแรก แกรมมี่ก็ไป sony ก็ไป ไปทุกที่ จนกระทั่งมาจบที่ RS จบที่ RS เพราะว่าก็เหมือนทุกที่ที่เราไปเทสต์เสียง แต่ว่า RS ก็จะเป็นที่ที่เขาถูกใจเรา ที่อื่นก็อาจจะยังไม่ถูกใจเรา มันเหมือนโรงเรียนประจำ ก็คล้าย ๆ กัน RS ก็จะมีความแบบดูแลศิลปิน อย่างคือเราก็เป็นโปรดักต์ ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมา อื่น ๆ ที่เขาทำมา ทีมงานมากมายก็จะพังไปด้วย เหมือนดูแลเราเป็นพิเศษก็คือเขาก็จะมีห้ามแบบห้ามไปเที่ยวกลางคืน ห้ามทำอะไรไม่ดี ห้ามกินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่มีแฟนได้ก็ดี ห้ามเดินห้าง ไม่เรียกว่าห้ามหรอกแต่แค่เป็นสิ่งที่อยู่เหมือนในศีล 5 ศาสนาพุทธ ถ้าอยู่ใน RS แล้วมันก็จะมีศีลเหล่านี้ เวลาไปทัวร์คอนเสิร์ตก็คือก็ห้ามออกจากห้องอย่างนี้ดีกว่าก็คือลงเครื่องก็เข้าโรงแรม เข้าโรงแรมเราก็จะมี AR ประกบ อยู่ในโรงแรมถึงเวลาทานอาหารก็ Room Service only ของดังอาจจะเด็กด้วยมั้ง ก็เลยรู้สึกว่าเขาก็จะดูแล ต้อง Room Service หรือบางทีมีสัมภาษณ์วิทยุ ก็ไปสัมภาษณ์วิทยุแล้วก็กลับมาอยู่โรงแรม จนกระทั่งเราถึงเวลาเราจะเล่นแสดงคอนเสิร์ตในคลับในบาร์อะไรก็ว่ากันไป”
ดัง เล่าต่อว่า “ดังเป็นคนที่ get along กับทุกคน คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราได้เห็นอะไรที่มันกว้างขึ้น ได้ไปเจออะไรที่มันหลากหลายตั้งแต่เราไปเรียนแล้ว ก็จะได้เห็นกลุ่มคนที่แตกต่างกันออกไป หลากหลายวัฒนธรรม แล้วก็ปรับตัวเราให้เข้ากับทุกสถานการณ์ที่เราอยู่ แล้วก็มองทุกอย่างให้มันเป็นเรื่องดี อันนี้จะพยายามไปตั้งแต่เด็กแล้วคือจะเป็นคนไม่ค่อยคิดมาก จะเป็นคนแบบธรรมะก็ช่วยเราเยอะ คือจะเป็นคนที่ทุกข์แล้วคิดอะไรให้มันสุข เจอทุกข์เข้ามาแล้วก็หาคำตอบมันให้ได้ ถามตัวเองว่าทุกข์เพราะอะไร แล้วถามต่อจนมันได้คำตอบที่ว่ามันไม่ทุกข์แล้ว เราก็ซ่านะแต่ในมุมที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร จุดเปลี่ยนการเป็นแม่นาย มันก็คงเป็นจุดเปลี่ยนที่มันก็บอกยากเหมือนกันนะ มันก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยเหมือนแฟชั่น ด้วยความที่เราเป็นคนที่ชอบแฟชั่น เราก็จะตามแฟชั่นตลอดว่ามันเป็นยังไง บางทีมันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคเทคโนโลยีที่มันเกิดขึ้น ยุคที่มันเป็นจากเทปมาเป็น MP3 จากหนังสือพิมพ์จากอะไรอย่างนี้ก็กลายเป็นโซเชียลเป็นออนไลน์ มันก็เริ่มจากตรงนั้น เราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้เข้ากับยุคเข้ากับสมัยด้วย เลยทำเป็นเพจขึ้นมา ซึ่งมันก็ต้องมีอยู่แล้วไว้อัปเดตผลงานว่าเราทำอะไรบ้าง ตารางงานมีอะไรบ้าง ก็เป็นช่องทางหนึ่งให้สำหรับแฟนเพลงของเราได้ติดตาม”

“ที่ถูกใจคนดู น่าจะเป็นจุดที่เราเล่นมุกต่าง ๆ คือเอาเรื่องอื่น ๆ มาผสม เพราะบางทีเราไม่ได้ทำงานเพลงอยู่ตลอดเวลา คือพยายามไม่ให้เพจมันหายไป พยายามโพสต์ทุกวัน บางทีก็อาจจะเอาเรื่องอื่น ๆ มาใส่บ้าง เอาเรื่องตลกโปกฮาของเราหรือไม่ก็เป็นมุกขำ ๆ ขึ้นมาแล้วก็โพสต์ลงไป ก็กลายเป็นว่าคนก็ขำไปกับเราด้วย คนเข้าใจมุกเราแล้วก็ขำในสิ่งที่เรานำเสนอ ก็ enjoy กัน มันก็เลยทำให้มีคนติดตามเรามากขึ้นเรื่อย ๆ คือแม่นาย มันต้องให้ทุกคนทราบก่อนว่าเพจของดัง พันกร DK Official มีแอดมินอยู่ด้วย มันก็จะมีความเป็นความเป็นดัง บวกกับคาแรกเตอร์ของแอดมินก็คือทีมงานด้วย เพราะฉะนั้นคาแรกเตอร์แม่นายก็จะเป็นคาแรกเตอร์ที่วาไรตี้กว่า ดัง พันกร คือมันจะมีอีกรสชาติหนึ่งที่มันต่างออกไป แต่ว่าต้นตำรับก็คือ ดัง พันกร นั่นแหละ แต่ว่าใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกันในแต่ละวัน เพราะว่าเรามีแอดมินมาช่วยกันดูแล มีทีมงานดูแล ตัวจริง ๆ เหรอ ยังไม่รู้ว่าตัวปลอม ๆ เป็นยังไง (หัวเราะ) ก็เป็นคนปกติเหมือนทุกคนแหละ เหมือนกับด้วยอาชีพเรามันทำให้ต้องมีคนรู้จักเยอะ เป็นนักร้อง ความรู้สึกทุกอย่างมันเหมือนกับทุกคนที่ทำงาน แต่ว่ามันเป็นงานที่เรารัก มันก็เลยมีรู้สึกว่าเรามีความสุขกับการที่เราทำงาน การที่เราจะเป็นที่รู้จักหรืออะไรอย่างนี้ ถามว่าเป็นอุปสรรคไหม ดังมองว่ามันคือสิ่งที่เราเลือกมาแล้ว มันคือแพ็กเกจที่เราอยากเป็น นักร้องอันนี้คือสิ่งที่เราถือว่าเรารับได้ อุปสรรคอะไรอย่างนี้ครับ”
“บางคนอาจจะคาดหวังว่าเราคงจะปากจัดกว่านี้ แต่ว่านั่นมันคือในเพจ เวลาใครเข้ามาแขวะเราอย่างนี้เราก็แขวะกลับ ถามว่า ดัง พันกร ปากจัดไหมก็ปากจัดบ้างก็เหมือนในเพจแหละ มันก็จะมีในบางอารมณ์แต่มันก็จะไม่ได้เป็นอย่างงั้นตลอดเวลา คิดว่าคนก็จะติดภาพเราในมุมที่เขาถูกใจมากกว่า คือบางคนชอบเราเวลาเราใช้คำพูดแบบปากจัดนิดหน่อย มันก็ทำให้เขามีรอยยิ้ม เขาจำภาพเราในมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมเป็นนักร้อง ร้องเพลงก็เป็นมุมนั้น บางคนชอบเราในมุมของความสุภาพ ความเรียบร้อยก็จะเป็นในมุมนั้น เชื่อว่าภาพจำแต่ละคนก็คงเป็นหลากหลายรูปแบบแล้วแต่ว่าเขาชอบและจุดไหนที่เขาถูกใจเรา คิดว่าน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า แต่คิดว่าหลัก ๆ น่าจะเป็นที่หน้าตาเพราะว่าหน้าตาดี (หัวเราะ) ถามว่าชีวิตขาดอะไรไหม ไม่เคยถามตัวเองว่าตัวเองขาดอะไรไหม คือไม่ได้มองว่าชีวิตตัวเองมีอะไร ไม่ได้มองชีวิตตัวเองเป็นกราฟหรือว่าเป็นพายที่มันมีอะไรบ้างเลย ไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร รู้สึกว่าชีวิตเราก็ complete อยู่แล้วทุกวัน แต่ว่าสมมุติไม่มีแฟน ถ้าเรื่องแฟนขาดแฟนไหม ถ้าเรามองว่าเราเป็นโสดคืออยู่กับตัวเอง เราก็มองว่าเราไม่ขาด แต่ถ้าเราเริ่มเอ๊ะ ถ้าเราอยากมีเมื่อไหร่หรือว่ามีความรู้สึกว่าไปแอบชอบใครจะรู้สึกขาดทันที คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมากกว่า เรื่องความรักมันจะขาดไม่ขาดมันอยู่ที่ว่าเราจะเจอใครคนนั้นมากกว่า มันไม่เจอมันก็เลยรู้สึกว่าไม่ขาด”
“46 ปี อาจจะแค่เจอกันแต่ว่าไม่ได้ว่าเจอแบบอย่างนั้น มีมองผ่านคนนี้ คนนี้น่ารักจังเลยอะไรอย่างนี้ คนนี้ดีนะแต่ว่าคงเจอแค่นั้น ได้เจอแต่คนยังไม่ได้เจอความรักแบบอย่างนั้นจริง ๆ มากกว่า ก็คือตอนเด็ก ๆ ไม่เจอถึงขั้นที่คิดว่าตัวเองมีปัญหาแล้ว เคยถามตัวเองเหมือนกัน ไม่ได้ว่าตัวเองขาดนะ แต่เห็นคนอื่นมีแฟนแล้วถามคำถามกลับว่าทำไมเราไม่มีล่ะ คือดังเคยเพิ่งจะมาวิเคราะห์ตัวเองได้ไม่นานนี้ว่าเหตุผลมันคืออะไร ดังคิดว่าเมื่อก่อนมองว่าเราอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้เป็นไทป์ที่จะมีแฟน คืออาจจะเป็นบุคลิกหรือการเติบโตมาอาจจะไม่เหมาะกับการจะมีแฟน ตอนแรกคิดว่าเป็นอย่างนั้น ก็ไปศึกษาทุก ๆ สถาบันหมดเรื่องความรัก แต่พอเราโตมาอีกหน่อยแล้วก็เริ่มมาถามตัวเองมันเป็นเพราะอะไร คิดว่าจริง ๆ อาจเป็นเพราะเรามีความคาดหวังเยอะเกินไปหรือเปล่า Perfectionist อย่างนี้ คิดว่าอาจจะเลือกเยอะก็ได้ คืออาจจะมองว่าดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ดังเป็นคนที่เก็บดีเทล คนที่จะมาเราจะต้องถูกใจ เขาจะต้องหมดจดเลย สมมุติว่าถ้าเจอกันครั้งแรกกินอาหารแล้วข้าวติดปากข้างบน ติ๊กออก หรือไปเที่ยวกันแล้วเต้นท่าแปลก ๆ ก็คืออาจจะลดคะแนนลงมาทันที หลัง ๆ ถ้าใครถามจะบอกถ้าคนที่ใช่ก็คือใช่แหละ ถ้าเจอคนที่มันแบบถูกชะตากันเจอกันชอบเรา เราชอบเขาก็แค่นั้นพอแล้ว เรื่องคู่ชีวิต ก็เหมือนดูละคร น่าจะเหมือนดูในละครมากกว่า คือไม่คิดว่าตัวเองจะมีคู่ชีวิตที่อย่างที่นักจิตของเราบอก ก็คิดว่าถ้ามีจะมีใคร คู่ชีวิตก็ต้องเป็นคนที่เรารู้สึกสบายตัว ลอยตัวมากกว่านี้”




