เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 ม.ค. ที่ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สตม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ITP Dialogue Forum 2026 : ร่วมคิดร่วมทำ เมืองไทยไร้ค้ามนุษย์ ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาการค้ามนุษย์ใน 3 รูปแบบหลัก ที่ต้องเร่งโฟกัสและให้ความสำคัญอย่างจริงจังรูปแบบแรก คือ การค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติถูกหลอกลวงไปทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ รูปแบบที่สอง คือ การค้ามนุษย์ด้านทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีตัวเลขสูงที่สุด ทั้งการค้าประเวณีเด็ก การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และการล่วงละเมิดทางเพศผ่านช่องทางออนไลน์ ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รูปแบบที่สาม คือ ประเด็นจากรายงาน TIP Report ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระบวนการคัดแยกเหยื่อ โดยเฉพาะสถานการณ์จากฝั่งเมียนมา ที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ​

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ปีนี้ผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับไทยอย่างใกล้ชิด ถือเป็นสัญญาณที่ดี เนื่องจากสหรัฐได้เห็นความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งไทยดำเนินการอย่างจริงจังและโดดเด่น​ ประเด็นที่ยังต้องเร่งพัฒนา คือ กระบวนการคัดแยกเหยื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้จะทำงานร่วมกับสหรัฐอเมริกาและองค์กร NGO อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่ไทย สหรัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับสถานะเทียร์ของไทยในภาพรวม

รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ไทยได้รับคำชื่นชมอย่างมากในประเด็นการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นผลงานที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ​ ขณะเดียวกันปัญหาการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ ถือเป็นอีกประเด็นที่สหรัฐให้ความสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย จำเป็นต้องเพิ่มความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวอีกว่า ขบวนการแก๊งสแกมเมอร์มีการย้ายฐานปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกรณีชาวญี่ปุ่นและไต้หวันถูกหลอกไปทำงานฝั่งทางท่าขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวน พร้อมระบุว่า ในภาพรวมของโลก ขบวนการสแกมเมอร์เริ่มย้ายฐานไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก และพัฒนาวิธีการหลอกลวงที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

“เตรียมลงพื้นที่ช่องจอม หลังฝ่ายทหารตรวจพบฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อร่วมกับผู้แทนจากต่างประเทศตรวจสอบสถานที่และคดีที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือแนวทางดำเนินคดี โดยจะใช้ข้อหาค้ามนุษย์เป็นฐานหลัก ในการดำเนินคดีกับแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากเป็นความผิดที่สามารถดำเนินคดีได้ข้ามพรมแดน ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะอยู่ในประเทศใด” รอง ผบ.ตร. กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินคดี จะเริ่มตั้งแต่การสอบปากคำผู้เสียหาย ขยายผลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้งเส้นทางการเงิน ผู้สนับสนุน และเครือข่ายในและต่างประเทศ ซึ่งข้อดีของฐานความผิดค้ามนุษย์ คือสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้แม้จะหลบหนีอยู่ต่างประเทศ

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น เตรียมเดินทางมาหารือในประเด็นคดีการนำเด็กหญิงอายุ 12 ปีไปค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความร่วมมือในการปราบปรามคนไทยที่ไปกระทำความผิดในญี่ปุ่น โดยเฉพาะกรณีอยู่เกินวีซ่า และการกระทำผิดอื่นๆ เช่น ค้าประเวณีและคดีเกี่ยวกับทรัพย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในภาพรวม.