นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง เปิดเผยในสื่อสังคมออนไลน์ ประเด็นเรื่อง อินโดนีเซียเตือนใจตลาดทุนไทย โดยระบุว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงแรงกว่า 16% ภายในเวลาเพียงสองวัน ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจถดถอย ไม่ได้เกิดจากหนี้สาธารณะ และไม่ได้เกิดจากการถูกปรับลดเครดิตเรทติ้งประเทศ หากเกิดจากคำเตือนของบริษัทจัดทำดัชนีราคาหุ้น หรือ MSCI ว่าอินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจาก Emerging Market (ตลาดเกิดใหม่) เป็น Frontier Market (ตลาดหุ้นชายขอบ)

เหตุการณ์นี้สะท้อนความจริงสำคัญของโลกการเงินยุคใหม่ว่า ความเชื่อมั่นของ index provider มีผลต่อเงินทุนเร็วและแรงกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ทั้งที่ MSCI ไม่ได้เป็นหน่วยงานรัฐ และไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ดัชนีของบริษัทถูกใช้เป็น อ้างอิง ของกองทุน passive, ETF และกองทุนบำนาญทั่วโลก ดังนั้น การถูก “จัดกลุ่มผิดที่” จึงไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ แต่หมายถึง เงินลงทุนที่ต้องขายออกโดยอัตโนมัติ

คำถามที่ไทยต้องถามตัวเองไม่ใช่ว่า “เศรษฐกิจเรายังโตไหม” แต่คือ “ตลาดทุนของเรายังโปร่งใสและคาดเดาได้เพียงพอในสายตา MSCI หรือไม่” บทเรียนจากอินโดนีเซียชี้ชัดว่า สิ่งที่ MSCI กังวลไม่ใช่ growth story แต่คือ

 • free float ที่ไม่สะท้อนสภาพคล่องจริง

 • กติกาที่อาจเปลี่ยนกลางเกม

 • การกำกับดูแลที่พึ่งดุลพินิจมากกว่ากฎที่สม่ำเสมอ

 • และภาพลักษณ์ด้าน governance ที่เริ่มอธิบายยาก

ตลาดทุนไทยอาจยังอยู่ในฝั่งที่ “ดูดีกว่า” เพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ในโลกที่เงินทุนเคลื่อนที่เร็ว ความได้เปรียบเชิงภาพลักษณ์สามารถหายไปได้ในพริบตา หากปล่อยให้จุดเปราะบางสะสมโดยไม่รู้ตัว MSCI ไม่ได้ตัดสินว่าประเทศใดดีหรือแย่ แต่ตัดสินว่าประเทศใด “ลงทุนได้อย่างสบายใจ”

บทเรียนสำคัญสำหรับไทยจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการถูกเตือน แต่คือการรักษา credibility ของกติกา ให้แข็งแรงกว่าความผันผวนระยะสั้น เพราะในท้ายที่สุด ต้นทุนทุนของประเทศไม่ได้ถูกกำหนดโดยคำโฆษณาเชิงนโยบาย แต่ถูกกำหนดโดยความเชื่อมั่นของตลาดโลกและในโลกนั้น MSCI คือหนึ่งในผู้กำหนดชะตาที่ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป