ท่ามกลางตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 16.31 ล้านล้านบาท จนกลายเป็น “กับดักความยากจน” ที่กัดกินอนาคตของคนไทยทุกระดับชั้น ในศึกเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ปัญหาหนี้สินจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่คือ “เดิมพันทางการเมือง” ที่ทุกพรรคต้องแก้โจทย์ให้แตก

เราจะพาคุณไปชำแหละพิมพ์เขียวการแก้หนี้ของ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ตั้งแต่สูตร “ล้างหนี้ สุดขั้ว” ไปจนถึงการ “ปฏิรูปเครดิต” เชิงโครงสร้าง เพื่อดูว่านโยบายของใครจะเป็นคำตอบที่ใช่ของคนไทยอย่างแท้จริง  

 

พรรคเพื่อไทย

ใช้นโยบายเน้นการจัดการหนี้เสีย และหนี้ในภาคเกษตรผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ  

  • ล้างหนี้เสีย : หนี้ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 2 แสนบาท จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดบัญชี
  • ล้างหนี้วัยเกษียณ : ปิดหนี้เสียต่ำกว่า 1 แสนบาท (สถาบันการเงินรัฐ) สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • พักหนี้เกษตรกร : หยุดจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี (วงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท)
  • จูงใจคนวินัยดี : “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” (คืนเงินไม่เกิน 5,000 บาท)
  • ล้างหนี้นอกระบบ : สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปิดหนี้นอกระบบ รายละ 50,000 บาท

วิเคราะห์

  • ข้อดี : ช่วยลดภาระหนี้ที่ค้างคาให้จบไปอย่างรวดเร็ว (โดยเฉพาะหนี้เสียไม่เกิน 2 แสนบาทที่จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้) ช่วยให้คนกลุ่มนี้กลับมามีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อีกครั้ง
  • ข้อเสีย : อาจเกิดปัญหา Moral Hazard หรือ พฤติกรรมจงใจผิดนัดชำระ ลูกหนี้ที่จ่ายดีอาจรู้สึกไม่เป็นธรรมและเลือกที่จะไม่จ่ายเพื่อรอการล้างหนี้รอบหน้า นอกจากนี้ยังเป็นภาระงบประมาณสูงจากการชดเชยให้สถาบันการเงินรัฐ
  • ใครได้ประโยชน์ : ลูกหนี้ NPL รายย่อย, ผู้สูงอายุที่มีหนี้เสีย และเกษตรกรที่ต้องการพักหายใจจากการจ่ายดอกเบี้ย
  • โอกาสสำเร็จ : เพราะสามารถใช้อำนาจผ่านสถาบันการเงินรัฐได้ทันที แต่ ต่ำในแง่ความยั่งยืน หากไม่มีการสร้างรายได้เพิ่มให้ลูกหนี้ หนี้ก็จะกลับมาใหม่ในเวลาอันสั้น

พรรคภูมิใจไทย

ชูโมเดลพักหนี้ 3 ปี และการตั้ง AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) ของรัฐเพื่อจัดการ NPL

  • พักหนี้ 3 ปี : หยุดจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับยอดหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคน
  • กลไก AMC รัฐ : จัดตั้งกองทุนบริหารหนี้เสียเพื่อซื้อหนี้ NPL ออกจากระบบธนาคาร ให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่ได้

วิเคราะห์

  • ข้อดี : การพักหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี ช่วยให้ประชาชนมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งพรรคเชื่อว่าจะไปช่วยกระตุ้นการบริโภคและภาษี VAT ส่วนการตั้ง AMC รัฐช่วยลดภาระธนาคารพาณิชย์และช่วยลูกหนี้ประนอมหนี้ได้ง่ายขึ้น
  • ข้อเสีย : การพักหนี้นานเกินไปโดยไม่ลดเงินต้นอาจทำให้ยอดหนี้สะสมตอนท้ายสูงขึ้น และการใช้ AMC รัฐซื้อหนี้เสียอาจถูกมองว่าเป็นการนำภาษีไปอุ้มธนาคารที่ปล่อยกู้อย่างไม่ระมัดระวัง
  • ใครได้ประโยชน์ : กลุ่มคนทำงานที่มีหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท และธนาคารพาณิชย์ที่สามารถระบายหนี้เสียออกจากบัญชีได้
  • โอกาสสำเร็จ : มีระดับปานกลาง เพราะการใช้ AMC ปัจจุบันภาครัฐมีกลไกเหล่านี้อยู่แล้ว แต่อาจติดขัดเรื่องงบประมาณที่ต้องหาเงินมาซื้อหนี้เพิ่มเติม

พรรคประชาชน

เน้นการแก้หนี้เชิงลึกด้วยเทคโนโลยี ข้อมูล และการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

  • เกษตรกรสูงวัย : อายุ 70 ปีขึ้นไป ปลดหนี้ทันที (ถ้าชำระเกินเงินต้นแล้ว) หรือลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง
  • หนี้แลกสินทรัพย์สีเขียว : ลดหนี้ให้เมื่อเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น/ไม้เศรษฐกิจ (ลดหนี้ 30,000 บาท/ไร่)
  • คูปองแก้หนี้ : มี “โค้ชแก้หนี้” ให้คำปรึกษาประนอมหนี้แบบบูรณาการ
  • ทหารชั้นผู้น้อย : คุมการหักเงินเดือนต้องเหลือไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท หรือ 30% ของเงินเดือน

วิเคราะห์

  • ข้อดี : เป็นนโยบายที่พยายามแก้ที่ต้นเหตุ เช่น การปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อใช้เป็นทรัพย์สินค้ำประกันหรือหักหนี้ และการใช้เครดิต สกอริง รูปแบบใหม่ที่แฟร์กับคนรายได้น้อยมากขึ้น รวมถึง “คูปองแก้หนี้” ที่เน้นการให้ความรู้ทางการเงิน
  • ข้อเสีย : เป็นนโยบายที่ซับซ้อนและต้องอาศัยเวลานาน เห็นผลช้ากว่าการล้างหนี้ทันที ลูกหนี้ที่กำลังลำบากหนักอาจรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
  • ใครได้ประโยชน์ : เกษตรกรยุคใหม่, ทหารชั้นผู้น้อย, SMEs และกลุ่มคนที่ติดบัญชีดำเครดิตบูโรแต่มีศักยภาพในการทำมาหากิน
  • โอกาสสำเร็จ : ปานกลางถึงยาก เพราะต้องปฏิรูประบบข้อมูลและกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและเอกชน

พรรคประชาธิปัตย์

  • ซื้อหนี้เกษตรกร : ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ซื้อหนี้เสียจากแบงก์รัฐมาบริหารเอง หยุดดอกเบี้ย และรักษาที่ดินทำกินไว้
  • พักดอกเบี้ยกลุ่มเปราะบาง : ผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐหยุดจ่ายดอกเบี้ย 3 ปี เงินที่จ่ายไปให้นำไปหักเงินต้นทั้งหมด
  • Credit Scoring แบบใหม่ : ใช้พฤติกรรมการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ หรือการใช้จ่ายผ่านแอปมาคำนวณเครดิตแทนประวัติหนี้เดิม

  วิเคราะห์

  • ข้อดี : การที่รัฐเข้าซื้อหนี้ (Haircut) ทำให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ถูกลงและรักษาที่ดินทำกินไว้ได้จริง ไม่ใช่แค่ยืดเวลาตายเหมือนการพักหนี้ ส่วนการพักดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางช่วยลดภาระคนจนที่สุดของประเทศได้ตรงจุด
  • ข้อเสีย : การซื้อหนี้เกษตรกรจำนวนมากต้องใช้งบประมาณมหาศาล และมีความเสี่ยงที่กระบวนการคัดกรองหนี้จะไม่โปร่งใสหรือล่าช้า
  • ใครได้ประโยชน์ : เกษตรกรที่มีความเสี่ยงจะสูญเสียที่ดินทำกิน และผู้มีรายได้น้อย (กลุ่มบัตรสวัสดิการรัฐ)
  • โอกาสสำเร็จ : สูงในกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากมีกลไกกองทุนฟื้นฟูฯ รองรับอยู่แล้ว แต่อาจติดปัญหาเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้จัดสรรจำนวนมากในแต่ละปี