กรณีพลายสีดอหูพับ ช้างป่าภูหลวง ล้มและเสียชีวิต อย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ระหว่างการเคลื่อนย้ายจากพื้นที่อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น เพื่อกลับคืนสู่เขตป่าจังหวัดเลย หลังจากรถบรรทุกเคลื่อนย้ายออกเดินทางได้เพียงประมาณ 15 นาที ช้างเริ่มมีอาการชักและหมดสตินั้น เรื่องดังกล่าวมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการเสียชีวิตของช้างดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถาม ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) โดยได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า ความสูญเสียช้างพังสีดอหูพับ รู้สึกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง อีกทั้งเรื่องดังกล่าวนั้นมีหลายมิติร่วมกัน เช่น

1.สาเหตุการจับช้างดังกล่าว ก็เนื่องจากศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ในการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินการจับและเคลื่อนย้ายช้าง 4 ตัว ประกอบด้วย พลายสีดอหูพับ งาจิ๋ว คุถัง และสีดาน้อย ออกจากพื้นที่ ให้เสร็จสิ้นทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่ที่ได้รับคำสั่งศาล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากช้างเคยมีพฤติกรรมดุร้ายและเคยทำร้ายชาวบ้านจนเสียชีวิตมาแล้ว 2 รายในปี 2568

2.การดำเนินการของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย ได้เข้าล้อมจับและยิงยาซึมเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย ระหว่างการเคลื่อนย้าย พลายสีดอหูพับได้ล้ม เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันนั้น เกิดจากสาเหตุใด ซึ่งหลังจากนั้นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เผยแพร่สาเหตุการล้ม ผลการชันสูตรเบื้องต้น ระบุว่าเกิดจาก ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากมีการสำลักอาหารและหลอดลมอุดตัน

3.ในแง่กฎหมาย ช้างป่าจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดล่า ครอบครอง หรือค้า เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 56 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดข้อยกเว้นความรับผิดชอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถดำเนินการที่จำเป็นเร่งด่วนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อป้องกันอันตรายต่อบุคคลชุมชน รักษาทรัพยากร ป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งการเคลื่อนย้ายครั้งนี้เป็นการดำเนินการตาม คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น

สำหรับส่วนตัวจึงเห็นว่าการกระทำที่เกี่ยวกับช้างป่าตัวดังกล่าวในครั้งนี้ แม้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย แต่ก็ควรใช้ความระมัดระวัง ความเชี่ยวชาญ คำนึงถึงความปลอดภัย ตามหลักสวัสดิภาพของสัตว์ในทุกขั้นตอน ยิ่งการใช้ยาสลบ ยาซึม ยาควบคุมการเคลื่อนไหว Xylazine HCL การใช้ต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมไทยมุง เสียงดัง รอบๆ ตัวช้าง คือสิ่งสำคัญที่สุด ต้องใช้คนให้น้อยที่สุดและเงียบ ซึ่งเป็นข้อที่ต้องระวังอย่างมากในการใช้ Xylazine นอกจากนั้น การใช้ยาซึมแล้วก็ควรใช้ ส่วนผสมของ  Xylazine HCL + Acepromazine maleate ช่วยลดความเสี่ยงต่อการหยุดหายใจ การเต้นของหัวใจ ป้องกันการช็อก การอาเจียนของช้างได้ สำหรับ Dosage ของ Xylazine HCL ปกติ 0.08-0.1 mg./kg. อาจแปรผันได้ตั้งแต่ 0.04-0.05-0.06-0.08-0.1 mg./kg. ถ้าเกิน 0.1 mg./kg. ต้องระวังชีวิตสัตว์เป็นพิเศษ อีกทั้งยาแก้ฤทธิ์ยาสลบ ใช้ Yohimbine HCL ขนาด 0.01-0.05 mg./kg. ฉีดเข้าเส้นเลือดดำหลังใบหู (Ear vein/Auricular vein) ถ้าใช้มากเกินไปสัตว์อาจลุกพรวดพราดแล้วล้มตึงลงกับพื้นหรือช็อกตายได้ นอกจากนั้น รถขนส่งช้างนั้นก็ควรเป็นรถที่สามารถป้องกันอันตรายกับชีวิตช้างได้ด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่ชุมชนนั้น ก็มีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง และใช้งบประมาณของรัฐในการดำเนินการมากมายเช่นกัน มีทั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาช้าง ตั้งแต่ระดับชาติ กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร ระดับจังหวัด ตำบล หมู่บ้าน มีแผนการดำเนินการ คู่มือการควบคุมและแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่ชุมชน ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ และข้อเสนอต่างๆ ของผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์ สัตวแพทย์ ประชาชนผู้รักสัตว์ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเพียงพอ

วันนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ เสียงเรียกร้องของประชาชนไทยจำนวนมากผ่านทุกช่องทาง กับการจากไปของพลายสีดอหูพับ เพื่อยืนยันปัญหาและการแก้ไขปัญหาช้างป่าในทุกมิติ และสิ่งสำคัญคือบทเรียนที่จะดำเนินกับ ช้างอีก 3 ตัว (งาจิ๋ว คุถัง และสีดาน้อย) ที่เหลือต้องดำเนินการจากคำสั่งศาลปกครองดังกล่าว

การแก้ปัญหาควรเริ่มต้นจากเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่มองว่า “ช้างป่า” เป็นผู้ร้าย เป็นผู้บุกรุก ผู้สร้างความขัดแย้ง ซึ่งแท้ที่จริงปัญหาส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากมนุษย์ เป็นผู้สร้างและทำลาย เช่น ทรัพยากรทางธรรมชาติ ถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารของสัตว์ป่า ถึงช้างป่าจะพูดไม่ได้ เรียกร้องเพื่อตนเองไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ผู้มีใจประเสริฐ แต่ก็ควรปฏิบัติกับพวกเขาตามหลักการทางวิชาการอย่างเชี่ยวชาญ ด้วยสำนึกความรับผิดชอบต่อชีวิตอย่างมีเมตตาธรรม