เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว พร้อมด้วย พ.อ.บัญชา ชาญฉลาด รอง ผบ.กกล.บูรพา, พ.ต.อ.ชูชาติ คงเมือง ผกก.สภ.คลองลึก, พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สว.กลุ่มงานสนับสนุนฯ บก.ปอท. พร้อมด้วย นายฤทธิรงค์ นิยมกิจ ผู้แทน AIS 3BB FIBRE3 ภาคตะวันออก และ กสทช. ร่วมกันนำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังต้องสงสัยในพื้นที่ติดแนวชายแดน ห่างจากตลาดโรงเกลือประมาณ 100 เมตร อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้หวังดี และได้ประสานมายัง AIS 3BB FIBRE3 เพื่อร่วมกันเข้าตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิค รวมถึงรูปแบบการใช้งานที่เข้าข่ายผิดปกติ ก่อนเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่

โดยเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นทั้งหมด 2 พื้นที่ โดยพื้นที่แรกพบว่าที่โกดังแห่งนี้มีการใช้เก็บสินค้าประเภทเสื้อผ้าและใช้เป็นจุดซ่อนอุปกรณ์เชื่อมส่งสัญญาณจำนวน 1 จุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการนำรถกระเช้าส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปทำการถอนเสาอุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สายระยะไกล ที่ส่งสัญญาณดังกล่าวออกทันที และจะสอบสวนเจ้าของโกดังว่ามีการให้ผู้ใดเป็นผู้เช่าและมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ส่วนพื้นที่ 2 เจ้าหน้าที่ค้นโกดังพบว่ามีชาวต่างชาติมาเช่าโกดังเพื่อใช้เก็บสินค้า และภายในได้มีการวางเราเตอร์อินเทอร์เน็ตและมีอุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สายระยะไกล จำนวน 6 จุด ซุกซ่อนโกดังละ 1 จุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บพยานหลักฐานทั้งหมด และทำการระงับสัญญาณพร้อมกับทำการรื้อถอนในทันที

จากการตรวจค้นเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ถูกดัดแปลงเพื่อรวบรวมสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์กระจายสัญญาณเพื่อส่งไปใช้งานข้ามประเทศ พร้อมตรวจพบการติดตั้งระบบ VPN และอุปกรณ์เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าเข้าข่ายการลักลอบใช้บริการอินเทอร์เน็ตผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงประสานมายังผู้ให้บริการร่วมดำเนินการระงับสัญญาณ และรื้อถอนอุปกรณ์ในจุดเกิดเหตุ เพื่อเก็บเป็นของกลางสำหรับการดำเนินคดี

นอกจากนี้ทางด้าน CIB อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และสรุปผลของกลางจากการตรวจค้น เพื่อที่จะได้ดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และขยายผลสืบสวนเพิ่มเติมว่ายังมีการลักลอบทำจุดส่งสัญญาณข้ามชาติไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอีกหรือไม่ เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวของทั้งสองพื้นที่ เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายของ กสทช. ซึ่งไม่ได้ขออนุญาต และอุปกรณ์ที่นำมาใช้ก็ผิดกฎหมาย หลังจากนี้ทาง กสทช. จะมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการส่งสัญญาณดังกล่าว ไปยังจุดใดและมีการใช้ทำกิจกรรมทางใดบ้าง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ย้ำว่า ภารกิจในการปกป้องคนไทยจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการเฝ้าระวังการใช้งานที่เข้าข่ายผิดปกติในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดการนำโครงข่ายส่งสัญญาณไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และสนับสนุนภารกิจป้องกันและปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น.




