สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า การวิเคราะห์สรุปว่า แนวปะการังทั่วโลก 51% ประสบกับภาวะฟอกขาวระดับปานกลางหรือรุนแรง ขณะที่แนวปะการังสัดส่วน 15% ตายอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลา 3 ปี หรือที่เรียกว่า “เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งที่สามของโลก”
“นี่คือเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงและแพร่หลายที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ถึงอย่างนั้น แนวปะการังในปัจจุบันประสบกับเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งที่สี่ ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่า และเริ่มต้นเมื่อช่วงต้นปี 2566” นายฌอน คอนนอลลี หนึ่งในผู้เขียนงานศึกษา และนักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิธโซเนียนในปานามา กล่าวในแถลงการณ์
More than half of the world's coral reefs were bleached between 2014-2017, a new study showed – a record-setting episode now being eclipsed by another series of devastating heatwaves https://t.co/kICRw3wDC1
— RTÉ News (@rtenews) February 10, 2026
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร “เนเจอร์ คอมมิวนิเคชันส์” ระบุว่า การศึกษาแสดงให้เห็นว่า มหาสมุทรที่อุ่นขึ้นส่งผลกระทบต่อแนวปะการังอย่างรวดเร็ว และมันแทบจะเป็นที่แน่นอนว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะก่อให้เกิดการเสื่อมโทรมในวงกว้างที่อาจแก้ไขไม่ได้ ต่อระบบนิเวศที่สำคัญเหล่านี้
อนึ่ง เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกสองครั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2541 และปี 2553 กินเวลานาน 1 ปี แต่เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งที่สาม ถือเป็นครั้งแรกที่คงอยู่ยาวนานกว่า 1 ปี โดยงานศึกษาระบุเสริมว่า ความร้อนในมหาสมุทรเพิ่มความถี่ ขอบเขต และความรุนแรงของปรากฏการณ์ฟอกขาว และการตายของปะการังเขตร้อน
“เรากำลังเห็นว่า แนวปะการังไม่มีเวลาฟื้นตัวอย่างเหมาะสม ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งต่อไป” นายสกอตต์ เฮรอน ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก ในออสเตรเลีย กล่าวทิ้งท้าย.
เครดิตภาพ : AFP



