จากกรณี นายจตุพร พูลขุมทรัพย์ อายุ 31 ปี อาชีพ พนักงานขี่ จยย.รับส่งอาหาร หรือ “ไรเดอร์” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาตลิ่งชันที่ 445/2564  ลงวันที่ 9 ธ.ค. ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพกพาอาวุธไปในเมืองฯ ที่เข้าไปก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าของร้านอาหารเล็ก ๆ ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านตลิ่งชัน สาเหตุเพราะไม่พอใจที่เจ้าของร้านไม่ยอมเดินมาส่งอาหารให้ เนื่องจากร้านและจุดส่งไกลกว่า 100 เมตร เดินทางเข้ามอบตัวสู้คดี ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ในรายการโหนกระแส โดยพิธีกร “หนุ่ม-กรรชัย กำเหนิดพลอย” ได้เชิญ คุณพี และ คุณเมย์ คู่หนุ่มสาวเจ้าของร้านอาหารที่เกิดเหตุ มาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยทั้งสองช่วยกันเล่านาทีเกิดเหตุอย่างละเอียด ตั้งแต่ถูกคนร้ายเข้าไปหาเรื่องทะเลาะวิวาทครั้งแรก วันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีการเข้าแจ้งความกับตำรวจไปแล้ว 1 รอบ แต่ฝ่ายตำรวจ ระบุว่าให้ลงประจำวันไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าคนร้ายคงไม่กลับมาก่อเหตุอีก เช่นเดียวกับฝ่ายนิติบุคคล ที่ทั้งสองพยายามแจ้งเตือนให้พนักงานรักษาความปลอดภัยช่วยดูแล อย่าให้คนร้ายเข้ามาในคอนโดฯ ได้

ปรากฏว่า วันที่ 8 ธ.ค. คนร้ายรายเดิม เข้ามาใช้มีดไล่ฟันไล่แทงแบบอุกอาจในคอนโดฯ ชนิดไม่ยำเกรงกฎหมาย โดยฝ่ายชายถูกฟันจนนิ้วหวิดขาด ส่วนฝ่ายหญิงหวิดถูกแทงหัวใจ เสียหลักล้มคว่ำ อวัยวะภายในบอบช้ำ ขาซ้ายบาดเจ็บ กล้องวงจรปิดจับภาพช่วงเกิดเหตุเอาไว้ได้ตลอด อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายทั้งสองได้เข้ารักษาตัวยัง รพ. ก่อนนำใบรับรองแพทย์ไปแจ้งความในคืนวันที่ 8 ธ.ค. แต่กลับปรากฏว่า ทางตำรวจอ้างว่า เจ้าของคดีที่เคยรับแจ้งความเอาไว้ไม่อยู่ ขอให้มาพบวันที่ 9 ธ.ค.นี้ ทางผู้เสียหายจำต้องกลับไปอยู่บ้านด้วยความหวาดผวา กลัวว่าคนร้ายจะกลับมาก่อเหตุอีก เรื่องนี้ทำให้ทางพิธีกร “หนุ่ม-กรรชัย” ถึงกับกล่าวว่า

“…เขาเข้าไปแจ้งความวันที่ 8 เพื่อจะดำเนินคดี แต่ตำรวจนายนั้นบอกว่า เขาไม่รับ พอบอกให้ตำรวจดูคลิปก่อนไหม เขาก็บอกไว้พรุ่งนี้ ตำรวจไม่ดูคลิปอีก ในวันที่ 8 คลิปเขาเข้ามาแทงผม ไม่ดู!! บอกโน้นไปลงประจำวันไว้วันที่ 9 เพราะคุณไปลงประจำวันไว้กับอีกคน…นี่ตำรวจหรือ เซล เนี่ย!! มันต้องรับซิ ไม่รับได้ยังไงอะ ถามว่าถ้าไม่รับแล้วปรากฏว่า คืนนั้นคนร้ายกลับมาแทงอะ!…”

จังหวะนั้น ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ เข้ามาชมรายการในห้องส่งพอดี ทางหนุ่ม-กรรชัย จึงขอความเห็นด้านกฎหมาย โดยทนายสงกานต์ กล่าวว่า “…ในฐานะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ตำรวจไม่รับถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แม้จะมีตำรวจเคยรับสำนวนแล้ว แต่ก็ยังเป็นหน้าที่ คือตำรวจย้ายไป คนใหม่ก็ต้องรับสำนวนแทน อีกทั้งเรื่องเดิมมีสำนวนเดิมอยู่แล้ว รับมาทำเป็นคดีอาญาต่อได้เลย…”