วันที่ 17 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณไร่อ้อย ในพื้นที่บ้านภูมินิยม หมู่ที่ 10 ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้แนวชายแดนไทย–กัมพูชา พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังเร่งตัดอ้อย เกรงจะเกิดการสู้รบก่อนจะตัดอ้อยแล้วเสร็จ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชายแดน ที่ไม่อาจคาดเดา และภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
นายลี ฉันทวินัย อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/1 บ้านภูมินิยม หมู่ที่ 10 ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ตนเองปลูกอ้อยมานานกว่า 20–30 ปี ปีนี้มีพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ไร่ แต่ราคาผลผลิตไม่ค่อยดีนัก ขายได้กิโลกรัมละประมาณ 1 บาท หรือตันละประมาณ 1,000 บาท รายได้ต่อปีราว 100,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือไม่มาก อีกทั้งปีนี้ยังมีโรคระบาดในวัวควาย ในพื้นที่ และมีการอพยพแล้วถึง 2 รอบ จากปัญหาบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้ชาวบ้านต่างหวาดระแวงว่าจะมีการอพยพรอบที่ 3 จึงต้องเร่งตัดอ้อยให้เสร็จโดยเร็ว ปัจจุบันมีลูกจ้างวันละประมาณ 5 คน เพื่อช่วยกันตัดอ้อยให้ทันเวลา เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะกระทบต่อการเก็บเกี่ยว

ด้านนางสุมาลี ผมเพชร อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 10 บ้านภูมินิยม ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เล่าว่า ในช่วงที่มีการอพยพ 2 รอบที่ผ่านมา ไม่มีรายได้เลย จึงต้องมารับจ้างตัดอ้อย ได้ค่าจ้างมัดละ 3 บาท วันหนึ่งตัดได้ประมาณ 50–60 มัด คิดเป็นรายได้เฉลี่ยวันละ 200–300 บาท แม้จะเป็นรายได้ไม่มาก แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว ชาวบ้านในพื้นที่ต่างหวังว่าสถานการณ์ชายแดนจะคลี่คลายโดยเร็ว เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และไม่ต้องเผชิญความกังวลเรื่องการอพยพซ้ำอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยบาท แต่แรงงานชายแดนเหล่านี้ ยังคงยืนหยัดทำงานหนักภายใต้แสงแดดร้อนจัด เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว และประคองชีวิตให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้ โดยเฉพาะในห้วงสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง และไม่อาจคาดเดาได้ว่าการปะทะจะเกิดขึ้นอีกวันใด และต้องเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ วันนี้ยังไม่พบการเผาป่าในพื้นที่ชายแดนแต่อย่างใด โดยพบการเผาป่าฝั่งกัมพูชา ล่าสุดช่วงเกือบเที่ยง ของเมื่อวานนี้ (16 ก.พ. 69) ซึ่งทหารไทยในพื้นที่ ยังคงเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดตลอดแนวชายแดน เพื่อเฝ้าระวังไฟลุกลามเข้ามายังป่าฝั่งไทยในช่วงหน้าแล้งในระยะนี้



