เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ชี้แจงถึงกรณีการปิดสถานศึกษาในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี จากเหตุชายคลุ้มคลั่งยิงปืนขู่เด็กในพื้นที่ โดยนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้วว่ามีโรงเรียนในสังกัดได้รับผลกระทบจากเหตุชายคลุ้มคลั่ง ซึ่งถือเป็นการปิดเรียนฉุกเฉินจากเหตุพิเศษ โดยขณะนี้มีโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่แจ้งปิดเรียน จำนวน 20 แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 16 แห่ง และโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 4 แห่ง และในจำนวนนี้มีจำนวนโรงเรียนที่เปิดการเรียนสอนในลักษณะอยู่ประจำ 1 แห่ง โดยโรงเรียนแห่งนี้ได้มีการปิดประตูเข้าออกทุกจุด พร้อมสั่งงดกิจกรรมการเรียนการสอนภายในโรงเรียนทั้งหมด และประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่เข้าประจำจุดดูแลโรงเรียนแห่งนี้แล้ว เนื่องจากเป็นโรงเรียนกินนอนที่เด็กยังต้องอยู่ภายในโรงเรียน
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ลาดหลุมแก้ว ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยชุมชน ได้เข้าประจำจุดดูแลความปลอดภัยโรงเรียนแล้วเช่นกัน สำหรับการเรียนการสอนนั้น โรงเรียนแต่ละแห่งที่แจ้งปิดเรียนจะมีการจัดสอนชดเชยให้ภายหลัง โดย สพฐ. จะประเมินสถานการณ์วันต่อวัน และติดตามสถานการณ์การเข้าตามจับชายคลุ้มคลั่งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่แบบรายชั่วโมงด้วย ดังนั้นตนคิดว่าสถานการณ์น่าจะไม่ยืดเยื้อ แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็อาจสั่งปิดเรียนเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นอำนาจของผู้บริหารโรงเรียนในการพิจารณาสถานการณ์หน้างาน
“การปิดเรียนของโรงเรียนในพื้นลาดหลุมแก้วนั้น ถือเป็นการดำเนินการตามมาตรการแผนเผชิญเหตุที่ สพฐ. มีการซักซ้อมทุกเดือน โดยเราต้องการให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และการแจ้งปิดเรียนนั้น เราไม่ได้ตื่นตระหนก แต่เราดำเนินการด้วยความไม่ประมาท เนื่องจากมีบทเรียนของโรงเรียนพะตงฯ จ.สงขลา มาแล้ว อีกทั้งจะต้องถอดบทเรียนเรื่องความปลอดภัยกรณีคนร้ายมีอาวุธปืนและเข้ามาก่อเหตุในโรงเรียนด้วยว่า โรงเรียนจะมีการวางแผนสื่อสารกับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่อย่างไร หรือการจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนแบบไหน จึงเป็นมาตรการแผนเผชิญเหตุของ สพฐ. ที่จะต้องกลับมาดำเนินการทบทวนให้เข้มแข็งมากขึ้น” นางภัทรวรรณ กล่าว.



