เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 18 ก.พ. 69 รศ.ดร.อติพร แซ่อึ้ง หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช., ดร.กิตติภัทร อุปาลี นักวิจัยประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. และ ดร.วิชัย ศรีสุขา นักกีฏวิทยา สังกัดส่วนหอพรรณไม้และพิพิธภัณฑ์แมลง องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ออกแถลงข้อมูลทางวิชาการ กรณีกระแสข่าวผู้เสียชีวิตที่อาจเกี่ยวข้องกับการถูก “ตัวคุ่น” หรือแมลงริ้นดำกัด โดยยืนยันว่า โดยทั่วไปการถูกแมลงริ้นดำกัดไม่ทำให้เสียชีวิตโดยตรง ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และควรรอผลการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน พร้อมพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพหรือภาวะแพ้รุนแรงร่วมด้วย

รพ.วังเหนือแจงผู้เสียชีวิตหลังถูก’ตัวคุ่น’ กัด พบติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง

ทีมอาจารย์และนักวิจัยให้ข้อมูลพร้อมอธิบายว่า “แมลงริ้นดำเป็นแมลงขนาดเล็ก (1.5-6 มิลลิเมตร) ที่มีความสำคัญทางการแพทย์และปศุสัตว์ เนื่องจากตัวเต็มวัย เพศเมียชอบกัดกินเลือดของคนและสัตว์ ระยะตัวหนอนและดักแด้อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำไหล เช่น ลำธารและลำห้วย ก่อนลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย และอาศัยอยู่บนบก โดยมักพบบินกระจายจากแหล่งเพาะพันธุ์ไม่ไกลนัก เว้นแต่มีแรงลมช่วยพัดพาอาจไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร

ปัจจุบันทั่วโลกพบแมลงริ้นดำอย่างน้อย 2,400 ชนิด สำหรับประเทศไทยมีการค้นพบและตั้งชื่อวิทยาศาสตร์แล้ว 149 ชนิด ในภาคเหนือมักเรียกว่า “ตัวคุ่น” ซึ่งชนิดที่กัดคนบ่อย จะมีทั้งลำตัวสีดำและสีเหลือง

สำหรับอาการหลังถูกกัด มักเริ่มจากเป็นตุ่มเลือดคั่งหรือจุดช้ำขนาดเล็ก ก่อนพัฒนาเป็นตุ่มนูนแดง บวม อักเสบ และมีอาการคัน ซึ่งอาจคงอยู่นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ หรือบางรายนานเป็นเดือน สาเหตุเกิดจากการแพ้โปรตีนในต่อมน้ำลายของแมลงริ้นดำ โดยความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายอาจมีอาการบวมมากบริเวณที่ถูกกัด

ในต่างประเทศมีรายงานผู้ที่ถูกกัดซ้ำๆ แล้วเกิดอาการแพ้รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโต และปวดตามข้อ เรียกว่า “ไข้ริ้นดำ” แต่พบไม่บ่อย

ในด้านการเป็นพาหะนำโรค แมลงริ้นดำบางชนิดนำหนอนพยาธิฟิลาเรียมาสู่คน ก่อให้เกิดโรคตาบอดจากพยาธิหรือโรคตาบอดแถบแม่น้ำ (Onchocerciasis หรือ River blindness) ซึ่งทำให้เกิดก้อนใต้ผิวหนัง ตาอักเสบเรื้อรัง และอาจทำให้ตาบอดได้ โดยพบการระบาดในบางภูมิภาคของแอฟริกา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคดังกล่าวในประเทศไทย”

ทีมอาจารย์และนักวิจัยให้ข้อมูลพร้อมแนะนำว่า ผู้ที่ถูกกัดควรใช้ยาทาภายนอกเพื่อลดอาการคันและอักเสบ ร่วมกับการประคบเย็นเพื่อลดบวม และเฝ้าสังเกตอาการ หากมีสัญญาณแพ้รุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ใบหน้าหรือปากบวม หรือมีไข้สูง ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการถูกแมลงกัด

สำหรับการป้องกัน แนะนำให้ผู้ที่เดินทางเข้าพื้นที่ที่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงริ้นดำ เช่น ลำธาร น้ำตก ป่าเขา หรือพื้นที่ดอยสูง สวมเสื้อผ้ามิดชิด หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเข้ม และใช้โลชั่นหรือสเปรย์ป้องกันแมลง ซึ่งสามารถช่วยลดโอกาสถูกแมลงริ้นดำกัดได้.