เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เปิดประเด็นตัดถนนใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (แม่ฮ่องสอน) เป็นเรื่องใหญ่โต แต่มันคือเกมการเมืองเพื่อกระชับอำนาจและผลประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อปกป้องคุ้มครองป่าตามที่อ้างแต่อย่างใด ปัญหาเรื่องตัดถนนใหม่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ จ.แม่ฮ่องสอน เป็นข่าวดังมาได้หลายวันแล้ว ถึงผมจะเงียบ แต่ก็เฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด และคุยกับแหล่งข่าวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นถูกเปิดมาในเชิงตั้งข้อสงสัยว่า “ตัดถนนและทำไม้ใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่อง” แต่ล่าสุดก็ได้ข้อสรุปได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับ รับรู้กันทุกฝ่าย เพราะเส้นทางนี้มีร่องรอยถนนเดิมที่คนใช้อยู่แล้ว และมีบันทึกการประชุมร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ เพื่อทำถนนแล้ว มีการร้องเรียนและดำเนินการภายในตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว … แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตหลังจากผ่านไปแล้ว 2 เดือนล่ะ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจภาพใหญ่ของเรื่อง 3 ประเด็นนี้ก่อน  ประเด็นแรก คือ พื้นที่เกิดเหตุเป็นใจกลางของผืนป่าไม้สักที่มีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มีธรรมเนียมที่คนมีสีในพื้นที่ (บางกลุ่ม) ต้องส่งไม้สักเข้ากรุงเทพฯ ไปเป็นบรรณาการ (ในฐานะคนแม่ฮ่องสอนผมรู้สึกเจ็บปวดกับธรรมเนียมพวกนี้ พวกเราไม่มีสิทธิจะแตะต้องไม้มีค่าในบ้านเรา แต่กลับให้คนจากที่อื่นมากอบโกยไปดื้อๆ)  ประเด็นที่สอง อยู่ติดกับชายแดนพม่า ย่อมมีผลประโยชน์สารพัดอย่าง รวมทั้งรับส่วยขนแร่ที่นำเข้ามาจากฝั่งเมียนมา ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย และการขนยาเสพติด

ประเด็นที่สาม คือ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร คือคนของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมต.กระทรวงทรัพย์ฯ แต่หัวหน้าส่วนราชการที่สำคัญ 4 คน คือคนที่ไต่เต้าและเติบโตตามสายงานมาก่อนหน้าที่นายสุชาติ ชมกลิ่นจะเข้ามาเป็น รมต.กระทรวงทรัพย์ฯ คนแรกคืออธิบดีกรมอุทยานฯ และอีก 3 คนอยู่ในพื้นที่ คือ ผอ.สำนัก 16, หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สาละวิน และหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา

เรื่องราวครั้งนี้ มีประเด็นข้อสงสัย 2 เรื่องที่ซ้อนกันอยู่ ข้อสงสัยแรกคือ ผลประโยชน์จากการคุมเส้นทาง แม้ถนนเส้นใหม่จะใกล้กว่า สะดวกกว่า แต่ถนนเส้นเดิมมีกลุ่มอำนาจเดิมได้รับผลประโยชน์อยู่ หากเส้นทางใหม่เปิดได้ ผลประโยชน์จะเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มอำนาจใหม่ กลุ่มเดิมย่อมไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นได้ ส่วนที่อ้างว่าเส้นทางใหม่นี้สามารถหลบเลี่ยงด่านตรวจได้นั้น เหลวไหลสิ้นดี เพราะคนขนของผิดกฎหมาย เขาไม่ได้แอบขนกันหรอกครับ เขาทำเป็นขบวนการ เคลียร์ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางแล้ว

ข้อสงสัยที่สอง คือ นายใหญ่ต้องการเขี่ยคนเก่าออก เพื่อส่งคนของตนเองหรือคนที่ยอมสวามิภักดิ์มาอยู่แทนหรือเปล่า หากดูตามบท เริ่มจากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ลงพื้นที่ไปเก็บรายละเอียด (ย้ำว่าละเอียดยิบ) มีทั้งรูปและคลิปวิดีโอ มีการสัมภาษณ์ชาวบ้านด้วย แล้วทยอยเปิดสู่สาธารณะโดยมีเนื้อหาโจมตีอธิบดีกรมอุทยานฯ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แล้วนายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ ก็เข้ามาสั่งการให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งเส้นเรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปลายปีที่แล้ว

ตอนนี้ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วว่า เป้าหมายที่นายชัยวัฒน์และ รมต.สุชาติ ต้องการเล่นงานคือ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ คนปัจจุบัน โดยกล่าวหาในทำนองว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (แต่หากดูโครงสร้างอำนาจหน้าที่แล้ว หากอธิบดีผิด คนที่มีอำนาจสูงสุดคือ รมต. ก็ต้องโดนด้วยนะครับ งานนี้ผมก็เชียร์ให้ชัยวัฒน์เล่นให้ถึงที่สุด)

ก่อนหน้านี้ เวลาเกิดปัญหาแบบนี้ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน สิ่งที่จะตามมาคือ 1. จะมีคนข้างบนมาตบทรัพย์ จนท.ในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหาเพื่อแลกกับการยุติเรื่อง แล้วสักพักเรื่องก็เงียบหายไป คดีหลุดลอย คนทำผิดก็แค่ถูกดองสักพักแล้วก็เติบโตต่อไป ส่วนครั้งนี้จะมีหรือไม่ก็ต้องรอดูต่อไป 2. จะมีการจับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องเป็นแพะ หรือจับลูกน้องปลายแถวสักคน แล้วก็ประโคมข่าวว่ามีการจับกุมดำเนินคดีนายทุนและชาวบ้านที่เกี่ยวข้องหมดแล้ว เช่น เคสทุ่งป่าคา สายส่งไฟฟ้าแม่เงา  การที่คนกุมอำนาจสูงสุดในกระทรวงทรัพย์ฯ ลงมาเล่นเกมกระชับอำนาจเช่นนี้ ก็ยิ่งชวนน่าสงสัยว่าพวกคุณต้องการจะทำอะไร เพราะมีผลประโยชน์มหาศาลตามที่กล่าวมาข้างต้นกองรออยู่

ผมก็ขอเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ทั้งหลายว่า พวกคุณจะเล่นกันเองยังไงก็เป็นเรื่องของพวกคุณ ชาวบ้านทั่วไปไม่เกี่ยว ครั้งนี้อย่ามาหารังแกกันอีก ซึ่งตอนนี้เท่าที่เช็ก ถนนที่ถูกปิดเป็นส่วนที่ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นหลัก จึงยังไม่กระทบคนในพื้นที่มาก ยังไม่มีการค้นหรือปิดล้อมจับกุมชาวบ้านทั่วไป มีแต่ไปยึดไม้ที่วัดแต่ถูกชาวบ้านลุกฮือมาต้าน

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า นับแต่มีการตรวจสอบถนนตัดใหม่ที่เกิดจากการกระทำความผิดระยะทาง 6.6 กม.ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา และในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินอีก 1.278 กม. กรมอุทยานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว รวมถึงสอบวินัยเอาผิด​เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งประสานช่วยฝ่ายตำรวจสืบสวนสอบสวนมาโดยตลอด

นายอรรถพล กล่าวว่า จากผลการตรวจสอบ น่าเชื่อว่าเป็นถนนที่ตัดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มีเพียงร่องรอยการใช้เป็นถนนลำลองในลักษณะทางเดินหรือการใช้รถจักรยานยนต์สัญจรซึ่งเป็นระยะทางจากหมู่บ้านห้วยกองเป๊าะลัดเลาะไปตามสันภูเขาที่สามารถขี่รถจักรยานยนต์ ไปได้เป็นบางส่วน แต่ประเด็นนี้มีราษฎรในพื้นที่ให้ข้อมูลว่ามีครู กศน. ทหารพราน ตชด.ใช้เป็นเส้นทางเพื่อไปปฏิบัติงาน ไปจนถึงหน่วยพิทักษ์ป่าขุนแม่สองของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินมาก่อน ซึ่งก็ต้องมีการตรวจพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริงด้วยภาพถ่ายทางอากาศในอดีตย้อนหลังประกอบกับหลักฐานต่างๆ ที่ทางราษฎรยืนยันว่ามีเส้นทางมาก่อนจริงหรือไม่

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวต่อว่า สำหรับต้นไม้ของกลางทั้งหมดที่ถูกตัดไถดันออกข้างทาง ปัจจุบันไม่ได้มีการลักลอบนำออกมาจากบริเวณจุดที่เกิดเหตุแต่อย่างใด จนท.ได้มีการทำสัญลักษณ์เลขเรียงไว้แล้ว ประเด็นที่สำคัญคือมูลเหตุที่ทำให้มีการปรับไถสร้างถนนเส้นทางเกิดขึ้นได้อย่างไร/ใครเกี่ยวข้องบ้าง/มีวัตถุประสงค์อย่างไร อยู่ระหว่างฝ่ายตำรวจและทุกหน่วยกำลังสืบสวน เชื่อว่าคงทราบเร็วๆ นี้

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นับแต่เริ่มตรวจสอบ ตนได้มีการสื่อสารกับท่าน​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)​ มาอย่างต่อเนื่องและขอยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชายังคงแนบแน่น พร้อมทั้งกำชับว่าให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายและเอาผิดกับผู้กระทำผิดให้ได้ สำหรับการลงพื้นที่จริงโดยการมอบหมายของท่าน​ รมว.ทส. ให้ท่านปรึกษา​ รมว.ทส.และอธิบดีกรมอุทยานฯ นั้น จะลงพื้นที่ไปประชุมหารือโดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายความมั่นคง ผู้นำชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด ณ สถานีตำรวจภูธรแม่ลาหลวง ในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 09.00 น. รวมถึงการเปิดโอกาสให้ทุกๆ ฝ่ายได้ร่วมกันเดินทางไปตรวจสถานที่ที่เกิดเหตุจริงร่วมกันต่อไปครับ ยืนยันเรื่องผลประโยชน์จากการตัดถนนเส้นนี้ ตามที่ท่านเลาฟั้งอ้างถึง จะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด.